Categories

Return of the living dead : ผีอมตะ (บทที่ 1)

posted on 04 Feb 2008 14:55 by bookaholic  in Books

   Return of the living dead : ผีอมตะ

*** สวัสดีครับ วันนี้เพื่อหลีกความจำเจที่ต้องพิมพ์เรื่อง Night of the living dead ผมก็เลยตัดสินใจคว้าเอาผลงานของอีตา จอห์น รุสโซ(John Russo) หรือภาคภาษาไทยว่า "ผีอมตะ" นี้ มาลองลงดูครับ  เรื่องนี้ได้ถูกนำไปจัดสร้างภาพยนต์ครับ เจ้าของบทประพันธ์ได้เขียนบอกไว้ใน "บันทึกถึงคุณผู้อ่าน" ว่า  "นวนิยายเล่มนี้ได้จัดสร้างเป็นภาพยนต์ โดยใช้ชื่อเดียวกันนี้ว่า Return of the living dead แต่เนื้อหาในภาพยนต์จะแตกต่างไปจากนวนิยายต้นฉบับหลายตอน  "  ครับ นอกจากเนื้อหาบทภาพยนต์จะแตกต่างแล้ว ชื่อภาพยนต์ตอนเข้าฉายที่เมืองไทยยังใช้ไม่เหมือนกับที่หนังสือแปลเอาไว้ด้วยครับ คือ ใช้ว่า "ผีลืมหลุม"  แทน  แถมยังมีตั้ง 3 ภาคแน่ะครับ ภาคสุดท้ายนางเอกเป็นผีครับ sexy มั่กๆ   โม้มาเยอะแล้ว งั้นขอเชิญลองอ่านกันดูนะครับ สนุกสะใจคอ zombie เหมือนเดิม"  อ้อ เล่มนี้แปลโดยคุณนัทยาเช่นเดียวกันครับ***

        บทที่ 1

       เฟรดดี้  ทราวิส หนุ่มฉกรรจ์อายุ 22 ปี  ยืนทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ  ใจก็คิดถึงผู้เป็นนายว่า คงไม่บ้าพอที่มาตามหาเขาถึงในห้องน้ำ 

       เขาเพิ่งเข้าทำงานที่นี่เป็นแห่งแรก  ป่านนี้เพื่อนร่วมแก๊งมันคงรู้กันแล้วว่าเขาทำงานเป็นเสมียนชิปปิ้งที่บริษัทยูนีด้าเมดิเคิลซัพพลายแวร์เฮ้าส์   โดยเฉพาะไอ้ตัวแสบ  ชัค  ซึ่งชอบทำก้อร่อก้อติกกับ ทิน่า แฟนของเขาให้เห็นตำตาอยู่บ่อยๆ  

        เพื่อนซี้ร่วมแก๊งของเขามีอยู่หลายคนนอกจากทิน่า  ซึ่งเป็นทั้งคนรักและเพื่อนด้วยแล้ว  ก็มีเจ้า  ชัค  มีท  สคัซ และ เล็กซ์  พวกนี้ไม่ชอบทำมาหากิน  ได้แต่เที่ยวเตร็ดเตร่ไปวันๆ  แบบพวกพั้งค์เต็มขั้นทั้งหลาย  แถมยังมัวเมาหลงยาเสพติดกันจนโงหัวไม่ขึ้นอีกด้วย  

         นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นอาการลงดงจากฤทธิ์องยาเสพติดที่เกิดกับเจ้าซันไชน์แล้ว   ป่านนี้เฟรดดี้เองก็คงติดจนงอมไปเหมือนกัน  เขาได้มีโอกาสเห็นความตายของเพื่อน  ที่แก้ผ้าล่อนจ้อนนอนตายอยู่ในห้องน้ำคนเดียว กว่าจะมีคนพบศพก็เน่าเหม็นเน่าขึ้นอืด เข็มฉีดยายังหักคาอยู่บนแขน

         พอเสร็จธุระนุ่งกางเกงล้างมือเรียบร้อยแล้ว   คว้าหมวกแก๊ปสีแดงขึ้นมาแปะไว้บนหัว  เอียงคอมองกระจก เงาในนั้นเขาเห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง  ท่าทางเจ้าชู้นิดๆ  ใบเหน้าสะอาดหมดจดเพราะโกนหนวดเคราเกลี้ยงเกลา  ผมสีน้ำตาลหวีเรียบ   ที่ติ่งหูข้างหวามีต่างหูห่วงสีทองวงเล็ก สวมเสื้อยืดสีเหลืองอร่าม  เขาเดินออกมาจากคอกกั้นเฉพาะตัว  เหลือบซ้ายแลขวา  

         เมื่อชั่วโมงที่ผ่านมานี้เอง   เขาเพิ่งทำงานที่น่าขนลุกขนพองเสร็จ คือ ห่อมันสมองมนุษย์ที่แช่อยู่ในน้ำยาฟอร์มัลลีโฮด์  ซึ่งวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ในดัลลัสเป็นผู้สั่ง  เฟรดดี้เกิดอาการขยักขย้อนขึ้นมาอย่างแรง  จนแทบจะกลั้นไว้ไม่ไหว ชายหนุ่มไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะต้องมาทำงานแบบนี้

          นึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง  ที่อาทิตย์แรกของการทำงานก็มีวันหยุดแล้ว  เพราะวันที่ 4 กรกฏาคมซึ่งเป็นวันชาติอเมริกาของปีนี้ตรงกับวันพุธ  จึงตั้งใจจะลาหยุดยาวถึงช่วงวีคเอนด์เลย

           โผล่พราดออกมาจากห้องน้ำ เกือบจะชนเข้ากับร่างของ แฟรงค์ เนลโล ผู้เป็นหัวหน้า ดีแต่ว่ายั้งไว้ทัน

            "เฮ้ย....เดินดูตาม้าต่าเรือมั่งโว้ย"    แฟรงค์ร้องเสียงดังลั่น  ท่าทางอารมณ์ดี

            "ฉันนึกว่าแกเป็นลมตายในห้องส้วมไปแล้ว"

             "ท้องผูก  เลยต้องนั่งนานหน่อย"

             "เออ...เหมือนกันเลยว่ะ  เอายาเอ๊กซแล็กซ์ช่วยหน่อยไม๊  ในห้องทำงานของฉันมี"

             "ไม่ต้องครับ....เบ่งหนักๆ หน่อยก็ใช้ได้  "  ชายหนุ่มโกหกหน้าตาเฉย

             "เดี๋ยวก็รู้สึก....เฟรด....ตอนแกอยู่บนคอห่านน่ะ  ใครๆ  เขากลับบ้านกันหมดแล้ว  ตอนนี้จึงเหลือกันอยู่ 3 คนเท่านั้น  คือ ฉัน แก และนายใหญ่ เบอร์ท วิลสัน ตอนนี้นายกำลังตรวจเช็คความปลอดภัยของคลังสินค้าอยู่"

            แฟรงค์ตบใหล่เฟรดดี้  พูดต่อสีหน้ายิ้มๆ 

             "ฉันจะบอกแกให้รู้ความจริงไว้อย่างหนึ่งว่า   แกเป็นคนที่ทำงานใช้ได้ ขนาดเป็นคนใหม่นะ  เรียนงานเร็วดี  แต่ทำไมแกต้องใส่ตุ้มหูด้วยวะ  ไม่เห็นจะเข้าท่าเลย เอาออกเถอะ  ดูแล้วเหมือนไอ้ตุ๊ดอีแต๋วว่ะ  คราวที่แล้วโดนไล่ออกไปแล้วคนนึง  ห้ามแล้วเสือกไม่เชื่อ  ทำงานอย่างนี้แต่งตัวบ้าๆ บอๆ ไม่ได้  แล้วอีกอย่างมันติดยาด้วย "  

            คนพูดจ้องหน้าอีกฝ่าย  คิดว่าจะเห็นอาหาร "เสี้ยน" บ้าง  ชายหนุ่มทำหน้าเหมือนไม่ยินดียินร้าย  ไม่ได้บอกให้ผู้เป็นหัวหน้ารู้ว่า  เขาชอบดื่มวิสกี้และเบียร์ ถึงจะรู้ทีหลังก็ไม่แปลก เพราะเหล้าหรือเบียร์ไม่ได้ถือว่าเป็นสิ่งเสพติดรุนแรง เหมือนกับยาเสพติดชนิดอื่น

             "แกต้องพยายามรู้จักคลังสินค้าแห่งนี้ให้หมดทุกซอกทุกมุม "  แฟรงค์เล็คเชอร์หน้าห้องน้ำต่อ

             "ตอนกลางวันก็ยุ่งเหลือเกิน  ไม่มีเวลาจะทำอย่างอื่น  ถึงต้องให้อยู่เย็นเพราะฉันมีเรื่องจะบอกเยอะแยะ  จะได้รู้จักงานและคุ้นกับสถานที่ให้มากขึ้น "   แฟรงค์ยกแขนโอบไหล่ผู้อ่อนวัยกว่า

             "ประการแรก  แกต้องแต่งเครื่องแบบของที่นี่ ไอ้ที่ใส่อยู่นี้เก็บไว้ใส่ตอนวันหยุด  อย่าเอามาใส่ทำงาน  ไม่สุภาพ " 

             "ครับผม"  เฟรดดี้รับคำสั้นๆ  พยายามระงับความไม่พอใจไว้

             "หมวกใส่ได้  แต่ตุ้มหูห้าม"     

             ชายหนุ่มทำเสียงในลำคอเบาๆ

             เบอร์ท วิลสัน เปิดประตูห้องใต้ดินออกมา  เดินมาสมทบกับทั้งสองคน  เบอร์ทเป็นคนร่างใหญ่  ใบหน้าตกกระ  ผมแดงหนา  สวมแว่นตาขอบสีดำ  แต่งเครื่องแบบสีเทาเหมือนกับแฟรงค์   ที่กระเป๋าเสื้อปักชื่อบริษัท

             "แฟรงค์  ยังไม่กลับอีกหรือ?? "  ถามพลางแกว่งพวงกุญแจในมือเล่น 

             "ทุกอย่างเรียบร้อย  ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง" 

             "อีกซักพักก็กลับครับ "   แฟรงค์ตอบ  " จะอยู่จัดของตามออร์เดอร์หน่อย  ดีที่ได้เฟรดดี้อยู่เป็นเพื่อน  จะได้สอนงานไปซะทีเดียว"

             "ดี...ตอนจะกลับช่วยเปิดสัญญานกันโขมย  แล้วอย่าลืมล็อคประตูใหญ่ให้ด้วย  พรุ่งนี้วันที่ 4 อย่าลืมไปกินบาบีคิวบ้านผม"

             "ครับ....ไม่ลืมหรอก"

             "ไง....เฟรดดี้ไปด้วยกันนะ "  เบอร์ทชวน

             "ขอบคุณครับ แต่เอ้อ...ผมมีนัดกับแฟนแล้วว่าจะไปบ้านเธอ   พี่น้องมากันเยอะแยะ"  เฟรดดี้โกหกไปตามเรื่อง

             "ไม่เป็นไร   โอกาสหน้าก็ได้...ไปละนะ"

             "ขอบคุณครับ"  ชายหนุ่มตอบเบาๆ

             เฟรดดี้ใจแป้วเมื่อเห็นนายใหญ่กลับไปแล้วคนหนึ่ง  อยากจะกลับตามไปด้วยแต่ก็ทำไม่ได้

              "ไม่หากาแฟกินกันก่อนดีกว่า   หัวจะได้แล่น" 

              แฟรงค์พูดแล้วออกเดินนำไปอีกห้องหนึ่ง  ซึ่งเป็นห้องทำงานของเขา  พอได้กาแฟตามต้องการ  ทั้งสองก็ทรุทตัวลงนั่งบนเก้าอี้กันคนละตัว  สายตาของแฟรงค์จ้องจับอยู่ที่เอกสารซึ่งเป็นใบสั่งของที่วางไว้ตรงหน้า   เฟรดดี้นั่งจิบกาแฟอยู่เงียบๆ  พักใหญ่แฟรงค์จึงเอ่ยขึ้นว่า

               "โรงเรียนแทพย์ของมาวทวิทยาลัยเซสต์หลุยส์ สั่งโครงกระดูก 2 ชุด  กำหนดรายละเอียดเรียบร้อย"

               "เขาสั่งโครงกระดูผู้หญิง  ที่เป็นผู้ใหญ่ จำนวน 2 ชุด ผมจำได้ "  ชายหนุ่มทบทวนความจำ

               "เอาชนิดมีฟันสมบูรณ์ด้วยน"  แฟรงค์ย้ำ ใช้นิ้วชี้ไล่ไปตามตัวอักษรในกระดาษที่อยู่ตรงหน้า 

               "แบบนี้เรียกว่า AF-1  ขั้นแรกนี้แกต้องเปิดดูในสมุดบันทึกก่อน  ต่อไปก็จะจะได้เอง"

               "โอ้โฮ  ต้องท่องจำกันหมดเลยรึนี่"

               "เฮ่ย  เก่งๆ อย่างนี้ พักเดียวก็จำได้หมด  ไม่ยากหรอก  ตอนแรกอาจจะต้องพึ่งสมุดนั่น  เวลาที่มีใบสั่งเข้ามา  แต่พอนานๆ เข้าจะจำได้เอง  เปิดตำราเฉพราะที่เขาสั่งรายการพิเศษเท่านั้น...เอ้า  ดื่มกาแฟวะให้หมดจะได้ลงมือกัน"

               "ครับ"

              แฟรงค์หยิบใบสั่งขึ้นมาถือไว้ในมือ  พูดต่อ

               "โครงกระดูกผู้หญิงผู้ใหญ่ 2 ศพ  มีฟันสมบูรณ์...ประเภทนี้เรียก่า AF-1 วิธีการค้นคือต้องหาที่แผนก A ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น "M"  และ  "F"  รู้ไม๊ว่าไอ้สองตัวนี้หมายถึงอะไร"

               " M หมายถึง Male ศพผู้ชาย และ F หมายถึง Female ศพผู้หญิง "

               "เออ  เก่ง"  แฟรงค์ออกเดินนำไปที่แผนก A ที่กล่าวถึง  บริเวณนั้นมีโครงกระดูกมนุษย์เป็นสิบๆ ร่างแขวนห้องโตงเตงอยู่กับเสาโลหะ  โดยมีตะขอเหล็กเกี่ยวตรงหัวกะโหลกไว้  มีถุงพลาสติกห่อหุ้มอยู่อีกชั้นหนึ่ง 

                ชายหนุ่มถึงกับขนลุกเกรียวไปทั้งร่างเมื่อเดินเข้าไปมองใกบ้ๆ อย่างน้อยก็เป็นอาทิตย์ กว่าจะทำให้ตัวเองเคยชินกับภาพเหล่านี้

               "นี่ไง   ร่างนี้ตรงตามสเป็คเปี๊ยบเลย  ปลดลงมาจากตะขอซิ  ระวังหน่อยนะ " แฟรงค์ร้องสั่ง

               เฟรดดี้หน้าซีดขาว  ทั้งร่างสั่นสะท้าน

                   "เฮ้ย   ทำไมสั่นเป็นเจ้าเข้าอย่างนั้นล่ะ  หนาวรึ  ลดแอร์ลงหน่อยก็ได้" 

              ชายหนุ่มเอื้อมมือไปปลดตะขอโครงกระดูกร่างที่ต้องการ 

               "เอามาใส่ไว้ในลังนี้เลย  ค่อยๆ  วาง เอาฟางปิดอีกทีหนึ่ง  ใส่ไปเยอะๆ  จะได้ไม่กระเทือน"  แฟรงค์พูดพลางชี้มือไปที่ลังขนาดพอดีกับร่างคนเหมือนโลงศพ

               "ฮะ ฮะ ฮะ "  แฟรงค์หัวเราะเสียงดังลั่น  "เหงื่อแตกอย่างกะอาบน้ำแน่ะ ใหม่ๆ อย่างงี้แหละ  อีกหน่อยก็ชินไปเอง....ไอ้หนุ่มน้อยเอ๊ย"

               "ไม่...เอ้อ...ไม่เป็นไร..." เฟรดดี้รีบยกฝาลังขึ้นมาปิด  เสร็จแล้วยกมือปาดเหงื่อที่ไหลย้อยตามร่องแก้ม

               "ผมเคยถามคุณเบอร์ทหนหนึ่งแล้ว  ว่าโครงกระดูกพวกนี้เอามาจากไหน  ไม่รู้เขาพูดเล่นหรือเปล่า เขาบอกผมว่าเอามาจากอินเดียว"

               "ใช่แล้ว   น่าแปลกไหมล่ะ  ที่โครงกระดูกนี้มีสภาพฟันสมบูรณ์เรียบร้อยดีทุกประการ  ไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ นะ"

               "ศพพวกนี้เป็นอะไรตาย?  เป็นโรค  หรืออดอาหาร เพราะในอินเดียวไม่ค่อยมีอะไรจะกินด้วย  สังสัยตายตั้งแต่อายุยังน้อย  ฟันจึงยังไม่ทันผุ"

                "เฮ้....ฉลาดดีนี่....เอางี้  เราลงไปดูไอ้ที่ดีๆ  กว่านี้กันดีกว่า "

               เฟรดดี้เดินตามแฟรงค์ไปด้วยความรู้สึกกึ่งกลัวกึ่งกล้า

                "แถวนี้มีถังแก๊สออกซิเจนแยะนะ ไวไฟ  อย่าสูบบุหรี่ใกล้ๆ  เป็นอันขาด"

                "คุณเบอร์ทบอกผมว่า  ไม่ให้สูบบุหรี่ในคลังสินค้าโดยเด็ดขาด"

                "ถูกต้อง  แต่บางทีไอ้พวกหนุ่มๆ  ทั้งหลายอดไม่ได้  เพราะมันอยากขึ้นมาติดหมัด แกสูบบุหรี่เหมือนกัน?  ฉันเห็นมันร่วงมาจากกระเป๋าเสื้อแจ๊คเก็ทที่แกถอดออกแขวนไว้เมื่อเช้านี้   นั่นละ  อยากขึ้นมายังไงก็อย่ามาสูบแถวนี้ก็แล้วกัน   ระเบิดฉิบหายวายป่วงหมดแน่ "

                 "เวลาทำงานผมไม่สูบ"

                 "แกเคยเห็นหมาผ่าซีกแล้วยัง ?"

                 "หมาผ่าซีก ? "  เฟรดดี้อุทานอย่างงงๆ ทำหน้าเหรอหรา

                 "ใช่แล้ว"  แฟรงค์หัวเราะหึหึ  เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย  "นั่นไง"

                     เขาชี้มือไปที่ชั้นซึ่งมีร่างของหมาตัวหนึ่งสีขาวสลับดำ ยืนตระหง่านอยู่บนขาตั้ง เอื้อมมีขึ้นไปยกลงมาวางบนพื้น  หันด้านข้างที่ผาซีกให้อีกฝ่ายหนึ่งดู

                  หมาตัวนั้นใหญ่พอสมควร  ผ่ากลาง  เผยให้เห็นตับไตไส้พุงภายในอย่างชัดเจน

                 "ว๊าว "  ชาวหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอด้วยความลำบากยากเย็น

                 "เป็นไง  ของเล่นชิ้นใหม่  แปลกดีไม๊ นี่สำหรับโรงเรียนสัตว์แพทย์  เราเพิ่งได้มาตัวเดียวเท่านั้น ทั้งๆ ที่มีใบสั่งเยอะแยะ"

                 "หันกลับไปตามเดิมเถอะ  จะอ้วกอยู่แล้ว น่าเกลียดบรรลัยโลก"

                 "เฮ่ย  เฮ่ย  อย่าดันผ่าอ้วกออกมาจริงๆ นะ  ยุ่งตายห่า  แค่เห็นหมาแกยังเป็นอย่างนี้  แล้วถ้าไปเห็นศพคนจริงๆ  เข้าจะทำยังไงวะ ?"

                 "ทะ....ทะ...ทะไม คุณเบอร์ท ไม่เห็นบอกผมเรื่องนี้เลย" ชายหนุ่มกลับกลายเป็นคนติดอ่าง

                 "ตะ...ตอน...ตอนที่เขาสัมภาษณ์ผม...มะ...ไม่เห็นเขาพูดถึง"

                 "คงนึกว่าแกรู้แล้วมั้ง  หรือไม่ก็อยู่ไปก็คงรู้เอง แต่ความจริงแกน่าจะเดารูปการณ์ออก  ในเมื่อที่นี่เป็นบริษัทขายอุปการณ์เครื่องมือแพทย์  แล้วพวกหมอน่ะพ้นไปจากเรื่องศพวซะเมื่อไหร่  เอางี้ดีกว่า ฉันจะพาแกไปดูของจริง ...ไปกันเถอะ..."

                ทั้งๆ ที่กลัวแสนกลัว  เท้าก็ยังพาก้าวเดินตามผูเป็นนายออกไปติดๆ  พยายามปลอบใจตัวเองว่า  คนที่ตายไปแล้วไม่สามารถจะลุกขึ้นมาหลอกหลอนคนได้เป็นแน่  แต่กระนั้นก็ใจเต้นตี้กตั๊กจนแทบจะทะลุออกมานอกอก

                แฟรงค์เดินนำหน้าพาเฟรดดี้จนถึงหน้าประตูเหล็กบานใหญ่ของห้องหนึ่ง  ห้องนั้นมีลักษณะเหมือนเป็นตู้แช่แข็งขนาดใหญ่ แฟรงค์เปิดประตู ก้าวเดินเข้าไปข้างใน  เฟรดดี้ขาสั่นพึ่บพั่บ  ทำอิดออดอยู่ ไม่ยอมก้าวเดินตาม

                "อ้าว  เข้ามาเร็ว มัวแต่อืดอาดอยู่นั่นแหละ หนาวนะโว้ย เดี๋ยวก็ได้เป็นหวัดตายกันมั่งหรอก ปอดแหกไปได้"   แฟรงค์โวยวาย  เมื่อหันมาเห็นชายหนุ่มไม่ยอมเดินตาม 

               "เร็วๆ เข้ามา เดี๋ยวอดดูของดีหรอก  หลัวอะไรวะกะคนตายไปแล้ว คนเป็นวิน่ากลัวกว่าเยอะ..."

               เฟรดดี้ก้าวตามเข้าไปอย่างเสียไม่ได้

              "ห้องนี้เป็นที่เก็บศพที่สดหน่อย ลูกค้าของเราคือโรงเรียนแพทย์ และหน่วยงานบางแห่ง บางทีก็หายให้กองทัพบกสหรัฐ เพื่อใช้ในการทดลองชีปนาวุธ ตอนนี้ขายไปหมดแล้ว เหลืออยู่อีกเพียงศพเดียวเท่านั้น  ขายดีมากจนหาแทบไม่ทัน  ในวันจันทร์ที่จะถึงนี่เรือจะเข้า ของก็มาถึงสต๊อคเราแล้ว"

             ชายหนุ่มเบิ่งตาโตเมื่อเห็นแฟรงค์ดึงลิ้นชักเหล็กอันใหญ่ออกมา  ในนั้นมีศพชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา  ห่ออยู่ในถุงพลาสติกใส  ที่ตัวศพไม่มีร่องรอยอะไรทั้งสิ้น และไม่มีข้อความบ่งบอกไว้ด้วย ว่าเจ้าของศพตายด้วยสาเหตุใด

             "เห็นแล้วใช่ไม๊  ไปรีบออกไปเร็วๆ เดี๋ยวเป็นนิวมอเนียตายโหงกันหมด  หนาวจะตายห่า"  แฟรงค์กระแทกลิ้นชักปิดโดยเรง

             ชายหนุ่มดีใจที่ออกมาจากที่นั่นได้ คราวนี้เขาทำเป็นเดินทอดน่องช้าๆ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายจับความรู้สึกได้ ถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ขึ้นว่า

             "ในนี้มีศพอยู่เท่าไหร่ ?"

             "ปรกติแล้ว เราจะไม่เก็บศพไว้ในนี้นานนัก เพราะถ้าสั่งเข้ามามาก และเก็บไว้นานเกินไป ศพจะไม่สด  ไม่เป็นที่นิยมกัน"  แล้วคนพูดก็หัวเราะชอบใจเสียงดังลั่น 

             "เออนี่  เดี๋ยวช่วยกันตอกตะปูปิดลังนั่นหน่อย แล้วจะสอนให้รู้จักวิธีกรอกแบบฟอร์มชิปปิ้ง"

             "อ้าว  คุณแฟรงค์  ไม่ได้ล็อคประตู ?" ชายหนุ่มถามด้วยความกังขา

             "ผมว่าผมเห็นนะ ตอนที่เราเข้ามาครั้งแรกน่ะ  สายยูก็ไม่ได้คล้องอยู่ในที่ของมัน ถึงแม้ว่าคุณเบอร์ทจะเช็คหมดแล้วก็ตาม"

             "ปรกติแล้วห้องนี้จะไม่ล็อค มันเปิดยาก แล้วก็ไม่มีใครอยากเข้ามาในนี้ด้วย  นอกจากจำเป็นจริงๆ และของที่อยู่ภายในห้อง  คงไม่มีใครอยากขโมยหรอก แต่ต้องจำไว้ว่า เมื่อเปิดห้องแล้ว ต้องปิดให้แน่น มิฉะนั้นมันจะเปิดออกเองได้"

            แฟรงค์กระแทกประตูปิดโดยแรง  หยุดยืนมองดูอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นปิดสนิท จึงถอนหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน

            "ล็อคเลยซิ" เฟรดดี้ออกความเห็น

            "ไม่ต้อง  แน่นแล้ว"

            ชายหนุ่มยังทำท่ารีๆ รอๆ เหมือนไม่แน่ใจ

            "เฮ่ย  ไม่เถอะ  ไม่ต้องห่วงหรอก"

            "คืนนี้เราจะเลิกดึกไหมเนี่ย ? เพราะผมมีนัดตอนสองทุ่ม"

             แฟรงค์ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู

             "คิดว่าคงไม่ถึง  อีกสักชั่วโมงคงกลับกันได้แล้ว เร่งมือหน่อยก็แล้วกัน...แฟนชื่ออะไรน่ะ ?"

             "ทิน่า  วิทาลิ"

             "อือม์   ชื่อน่ารักดี  คงสวยซินะ เป็นคนอิตาเลี่ยน ?  สะอาดสะอ้านดี ?"  พูดแล้วก็รีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง

             "เอ้  ขอโทษนะเฟรดดี้  ฉันไม่ควรถามถึงแฟนแกด้วยคำพูดอย่างนั้น  มันไม่สุภาพ ทั้งๆ รู้ ฉันก็ยังเผลอตัว ที่นี้ต้องระวังปากให้ดีหน่อย "

             "ไม่เป็นไร"  

 

******* จบบทที่ 1 *******      

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry