Categories

*** เพื่อความต่อเนื่อง วันนี้ผมจึงขออัพบทที่ 6 ที่เหลือของ NT  นะครับ ถัดจากบทนี้ไปตอนก็จะกระชับและดำเนินเรื่องเข้าสู่ไคลแมกซ์เข้าไปทุกที  เรามาติดตามและให้กำลังใจเบ็นและคณะฯ ของเขาในการเอาชีวิตรอดในคืนนรกนี้ด้วยกันเถอะครับ ***

         "ขณะนี้เราพอจะควบคุมสถานการณ์ในบางแห่งได้"  แม็คเคิลแลนพูดขึ้น

          "เจ้าหน้าที่พยายามปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดและเร่งด่วนที่สุด  วันนี้จัดการฆ่าผีกระหายเลือดซึ่งปรากฏตัวอยู่แถวๆ นี้ ได้เก้าตัว  สามตัวสุดท้ายไปพบที่โรงเก็บของของเหมืองแร่ร้างแห่งหนึ่ง  ซึ่งไม่มีคนอยู่ในนั้นเลบ  มันกำลังพังประตูจะเข้าไปข้างใน  สงสัยคงคิดว่ามีคนอยู่ข้างใน  เจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวณซึ่งได้ยินเสียงเอะอะตึงตัง  จึงลอบเข้าไปดูแล้วยิงมันทันที"

         "นายอำเภอครับ   ตามความเห็นส่วนตัวแล้ว ท่านคิดว่ากำลังเจ้าหน้าที่เราพอจะปราบปรามมันไหวไม๊ครับ"

         "คาดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหา  ยกเว้นแต่ว่าเราต้องพยายามปฏิบัติการให้ทันเวลา  ก่อนที่มันจะบุกเข้าไปฆ่าผู้คน ซึ่งหลบซ่อนอยู่ในอาคาร  ประชาชนพวกนี้ก็เหมือนกับถูกกักขังทั้งเป็น  เพราะยากที่จะหลบหนีออกไปไหนมาไหนได้  

         ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ก็พยายามออกกวาดล้างกัน ทุกซอกทุกมุมที่คาดว่าจะมีพวกมันอยู่แล้ว ฝ่ายเจ้าหน้าที่ไม่มีผู้ใดได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตหรือบาดเจ็บแต่อย่างใด  สิ่งที่ทุกคนควรทราบคือ   เวลาพบมันพยายามยิงมันให้ได้  ยิงให้ตรงหัวเลย  และโปรดบอกต่อๆ  กันด้วย   พยายามเล็งแม่นๆ  รับรองโป้งเดียวตรงหัวจอดแน่ หรือไม่ก็ทุบหัวมันแล้วตัดทันที   เมื่อมันถูกตัดหัวแล้วก็ไม่มีทางไปไหนได้อีก  แล้วจึงจัดการเอาซากมันไปเผาไฟซะ"

        "ถ้างั้น โอกาสรอดก็คงมีเปอร์เซ็นต์สูงซิครับ  หากเราถูกพวกมันสองสามตัวล้อมกรอบ

        "ถ้าหากคุณมีกระบองหรือคบไฟ   ก็พยายามหาโอกาสฟาดหัวแล้วเอาไฟเผา  รับรองตายเรียบ  พวกนี้ติดไฟง่ายมาก พรึ่บเดียวเท่านั้นเอง  แต่วิธีที่ดีที่สสุดขอแนะนำให้ยิงหัวมัน  เพราะว่าจะได้ไม่ต้องเข้าไปใกล้   ยกเว้นกรณีจำเป็นจริงๆ  เท่านั้น  โปรดอย่าคอยความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่  พยายามช่วยตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ 

       ขณะนี้ทางการก็พยายามอย่างเต็มที่ ที่จะกวาดล้างให้ได้โดยเร็วที่สุด  แต่ว่ากำลังเจ้าหน้าที่มีอยู่จำนวนจำกัด  และจะต้องทำการกวาดล้างหลายแห่งด้วยกัน "

       "นายอำเภอคิดว่า จะควบคมสถานการณ์ไหวเหรอครับ "

       "อย่างน้อยก็ในเมืองนี้แหละ  ที่ขณะนี้ก็ควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว  ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของเวลาเหมือนๆ กัน  จริงๆ แล้วเราก็ไม่อาจรู้ได้ว่าพวกมันมีจำนวนแน่นอนทั้งหมดเท่าไหร่  ...เรารู้แต่เพียงว่าเมื่อไรที่พบมัน   เมื่อนั้นมันเสร็จแน่  เรื่องเวลาเป็นเรื่องประเด็นสำคัญมากในการดำเนินงาน   พวกมันมีสภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไรนัก   แต่เพราะมนมีจำนวนมากมายมหาศาล  จึงทำให้ปราบปรามลำบาก   ผมจึงอยากขอร้องว่า  อย่าคอยความช่วยเหลือจากเจ้าหน้านี่เพียงอย่างเดียว 

      พยายามหาอาวุธให้ครบครัน   อพยพเคลื่อนย้ายกันเป็นกลุ่มไปยังหน่วยรักษาการณ์ที่ใกล้ที่สุด    แต่ถ้าหากว่าคุณต้องอยู่คนเดียว   ก็คงต้องคอยความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่  เพราะคงทำอะไรไท้ได้...ขณะนี้เจ้าหน้าที่ของเราพยายามออกปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนให้ได้ก่อนที่มันจะจู่โจมเข้ามา"

        "ตามความคิดของนายอำเถอ    พวกนี้มันเป็นใครกันครับ มาจากไหนกันครับ"

        "พวกนี้เหรอ....เอ้อ......มนตายแล้วละ ผีดิบไงบ่ะมันตายจนเน่าเละเฟะไปหดทั้งตัวแล้ว  แต่กลับลุกขึ้นมาได้อีก เรายังไม่รู้แน่ชัดถึงสาเหตุที่ทำให้มันกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ และกระหายเลือดฆ่าคนอย่างนี้.... คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นมั๊งที่จะทรงทราบว่าอะไรเป็นอะไร........"

        ภาพในจอเปลี่ยนกลับไปเป็นภาพของผูประกาศคนเดิม  ทำการออกอากาศต่อไปอีก

       "...ที่ท่านรับฟังและรับชมไปแล้วนั้น  เป็นการสัมภาษณ์นายเภอโคนัน ดับบลิว แม๊คเคิลแลน มือปราบแห่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย....ที่นี่  กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน  จะทำการออกอากาศและถ่ายทอดสดทุกชั่วโมงในระยะฉุกเฉินนี้   ขอให้ท่านจงอยู่แต่ภายในอาคาร  ปิดประตูหน้าต่างให้แน่น  อย่า...."

       เบ็นเอื้อมมือไปปิดทีวี

       ทอมหันขวับมาจ้องหน้าเขา  "ปิดทำไม"

       ชายหนุ่มยักไหล่

       "ก็ไม่ได้ยินรึ  โฆษกเขาบอกว่าจะทำการออกอากาศทุกชั่วโมง  ตอนนี้เราก็ได้ฟังสิ่งที่เราอยากรู้แล้วไง  มาช่วยกันคิดช่วยกันทำดีกว่า ว่าจะออกไปจากที่นี่ได้ยังไง"

        เฮเลนเห็นด้วย  "จริงซิ  เขาบอกแล้วว่ามีหน่อยแพทย์เคลื่อนที่  มีทั้งหมอและยาครบครัน...หากเราหาทางไปถึงที่นั่น  พวกเขาก็จะได้ช่วยยายหนูด้วย"

       แฮร์รี่หัวเราะหึๆ  ในลำคออย่างดูแคลน

       "ยังมองไม่เห็นทางเลยว่าจะออกไปได้ยังไง  มีเด็กเจ็บหนักอยู่คนหนึ่ง ผ้หญิงเป็นโรคประสาทอีกคนหนึ่ง และที่เลวร้ายยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด  ก็คือพวกมันยกโขยงกันมาแน่นแถวนี้หมดแล้ว"

       "วิลลาร์ดเป็นเมืองที่ใกล้ที่สุด"  ทอมพูดโดยไม่สนใจการขัดคอของแฮร์รี่  "ที่นั่นมีจุดตรวจด้วย  ห่างจากที่นี่ประมาณสิบเจ็ดไมล์เห็นจะได้มั๊ง"

       "อ้าวหนุ่มน้อย  เป็นคนที่นี่  และรู้จักสถานที่แถวนี้ด้วยเหรอ  "  เบ็นถามด้วยความตื่นเต้นแกมประหลาดใจ

       "ใช่ครับ  " ทอมตอบยืดนิดๆ  "จูดี้กับผมกำลังจะไปว่ายน้ำกันที่สระหัวมุมถนนโน่น   บังเอิญเราเอาวิทยุกระเป๋าหิ้วถือไปด้วย  จึงได้รับฟังเหตุการณ์ร้าย  เรารีบพากันหนีเข้ามาแอบที่นี่   ที่ชั้นบนผมเห็นมีผู้หญิงคนหนึ่งนอนตายอยู่  อีกสักพักไม่นานนัก  อาแฮร์รี่อาเฮเลนและลูกสาวก็วิ่งหน้าเริดหนีตายมาอาศัยหลบที่นี่เหมือนกัน   ตอนนั้นน่ะผมกลัวแทบตายเลย  แต่ก็ยอมเปิดประตูห้องใต้ดินรับทุกคนลงไปอยู่ข้างล่าง"

       "อือม์  ที่จริงเราควรจะปักหลักอยู่ที่นี่นะ   คอยให้เจ้าหน้าที่เขามาช่วยเราดีกว่า" แฮร์รี่พูดขึ้น

      "โฆษกทีวีเขายังบอกเลยว่าหากเรามีกันจำนวนน้อยนิด ก็ไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น  เราคงไม่มีปัญญาบุกป่าฝ่าดงผีดิบไปได้ไกลตั้งสิบเจ็ดไมล์ยังงัเนหรอก...."

      "ใครว่า ?  ...เราไม่ต้องเดินย่ำไปนี่นา "  เบ็นตอบ

      "รถบรรทุกของฉันจอดอยู่ข้างนอกหน้าประตูนั่น"

       พอชายหนุ่มขัดขึ้น แฮร์รี่จึงหุบปากได้  ไม่มีใครพูดอะไรกันอีก  ทุกคนนิ่งงันกันไปหมด แต่เชื่อแน่ว่า  ทั้งๆ ที่ไม่พูดอะไรกัน  แต่ทุกคนก็กำลังมองและคิดถึงในสิ่งเดียวกัน  นั่นคือ  ภาพของรถบรรทุกซึ่งกระจ่างชัดขึ้นในมโนภาภของทุกคน

       "แต่จะทำยังไงดีเพราะแก๊สหมด"  เบ็นเอ่ยขึ้นแผ่วๆ  "หลังบ้านตรงโรงเก็บของมีถังแก๊สอยู่สองถัง  ทำยังไงจะเอาออกมาใช้ได้  มันล็อคกุญแจอยู่ "

      "กุญแจอาจจะอยู่แถวๆ นี้ก็ได้นะ " ทอมพูด  "ที่ห้องใต้ดินผมเห็นมีพวงกุญแจอยู่พวงหนึ่ง  ผมจะเอามาให้ดู"

       หัวใจพองแทบจะคับอกด้วยความยินดี  ที่มีความหวังขึ้นลางๆ แล้ว  อา...โอกาสหนีรอดไปจากที่นี่ดูเข้าเค้ามากขึ้น   เด็กหนึ่งเลื่อนดานประตูห้องใต้ดินออก  แล้ววิ่งลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว

       ชายหนุ่มหันกลับมาหาแฮร์รี่  "ข้างล่างมีกระป๋องผลไม้หรือเปล่า ?"

        "มี...ทำไมล่ะ ?? "

       "เราต้องใช้กระป๋องหลายๆ ใบหน่อย  ทำไมโลตอฟค๊อคเทล....เอาไว้ขับไล่พวกผีดิบ   ให้มันถอยออกไปจากเรา   แล้วเราก็รีบวิ่งออกไปเอาพังแก๊สไปเติมที่รถ"

       "ถ้างั้นก็ต้องใช้น้ำมันก๊าดด้วย"   แฮร์รี่พูดต่อ  "ข้างล่างมีอยู่ถังหนึ่งพอดี"

       เฮเลนเสริมขึ้น  " ให้จูดี้กับฉันช่วยด้วยนะ  เราจะช่วยกันฉีกผ้าปูที่นอนให้"

      "ส่วนบาร์บาร่านั้นให้เธอนอนพักผ่อนเถอะ  ตอนนี้ยังคงทำอะไรไม่ได้หรอก "  หล่อนพูดต่อ  น้ำเสียงราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น

      "รู้ชื่อเธอได้ยังไงกันน่ะ"  เบ็นแสดงความกังขา

      "อ้าวก็เธอพูดอะไรหงุงหงิงๆๆ ตอนหลับอยู่น่ะ สงสัยจะละเมอหรือไม่ก็เพ้อ   ...เธอพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับพี่ชาย   เชื่อได้เลยว่าเรื่องที่เธอเล่าคงจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเธอและพี่ชายก่อนที่พี่ชายของเธอจะถูกฆ่าตาย"

      มีเสียงกุกกักๆ แล้วทอมก็โผล่ขึ้นมาจากห้องใต้ดิน

      "นี่ไง   พวงกุญแจ"  เด็กหนุ่มพูดขึ้นพร้อมกับชูพวงกุญแจให้ดู

      "กุญแจลูกที่ใช้ไขถังแก๊สมีเทปใสแปะไว้ ผมคุยให้จูดี้ฟังแล้ว เธอเห็นด้วยที่จะหาทางหนีไปจากที่นี่"

     "ดีละ" เบ็นพูด  "งั้นคงไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้งพวกเราได้   หากใครมีความคิดดีกว่านี้ก็เสนอมาได้เลย  หากกุญแจใช้ได้ก้คงไม่มีปัญหาอะไร...แต่กันเหนียวเราควรเอาชะแลงติดมือไปด้วย  เผื่อกุญแจใช้ไม่ได้  อย่างน้อยชะแลงก็เป็นอาวุธได้สบายๆ  ทั้งนี้ต้องมีใครออกไปช่วยด้วยอีกคนหนึ่งนะ  เพราะไม่อยากเสี่ยงที่จะออกไปคนเดียวแล้วเปิดถังแก๊สไม่ได้"

     "ผมเอง"  ทอมตัดสินใจเด็ดเดี่ยว  

     "คุณเบ็นกับผมช่วยกันหาทางออกไปที่ถังแก๊สให้ได้   พวกผู้หญิงให้ลงไปดูแลเด็กอยู่ในห้องใต้ดิน   ผมว่าเราควรจะมีสเตร็ทเชอร์สักอันหนึ่ง   อาเฮเลนและจูดี้คงจะช่วยกันทำได้"

     "เราคงต้องตายกันอยู่ที่นี่ทุกคน" เฮเลนพูดขึ้น "หากพวกเราไม่ช่วยกัน"

      ชายหนุ่มหันมาตามเสียง  เขาตระหนักได้ทันทีว่า เฮเลนไม่โง่เง่าเหมือนกับสามีของหล่อน  จริงๆ แล้วน่าจะให้หล่อนดูแลรักษาประตูแทนแฮร์รี่  แต่หล่อนเป็นผู้หญิง  ถึงยังไงก็ไม่แข็งแรงเท่าผู้ชายไปได้หรอก   แหม!  ไอ้บ้านั่นขี้ขลาดตาขาวไม่มีใครเกิน

      เบ็นออกคำสั่งกับทุกคน

       "เอ้า ลงมือทำงานกันได้แล้ว  พวกผีดิบมันแห่กันมาล้อมบ้านนี้มากขึ้นทุกทีๆ  เราจะต้องทำอะไรอีกตั้งหลายอย่าง  หากต้องการจะออกไปจากบ้านหลังนี้  หากโชคดีดวงของพวกเราทุกคนยังไม่ถึงที่   คงไม่เกินสองหรือสามชั่วโมงหรอก   เราก็คงจะได้ไปอาบน้ำให้ชุ่มปอดกันที่วิลลาร์ดโฮเต็ล"

       ไม่มีใครขำเลย

       ทุกคนแยกย้ายกันไป  ต่างคนต่างก็ลงมือทำงานที่ได้รับมอบหมายมา

      เบ็นเปิดวิทยุฟังข่าว   เสียงวิทยุประกาศข้อความตามเดิม   ขณะนั้นเป็นเวลาห้าทุ่มครึ่งแล้ว   อีกครึ่งชั่วโมงก็สองยาม   พอถึงสองยามก็จะมีรายการออกอากาศทางทีวีอีก

       ทุกคนก้มหน้าก้มตาทำงานในหน้าที่ของตน   มันช่างเป็นช่วงเวลานาทีทองจริงๆ  ไม่มีใครเงยหน้าจากงานที่ทำอยู่  ไม่ยอมปล่อยเวลานั่งเฝ้าจอทีวีเหมือนเดิม   ยกเว้นเวลามีการออกอากาศรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์เท่านั้น  

      ในช่วงเวลานั้นไม่มีใครคิดจะทำอะไรอย่างอื่น  นอกจากงานที่ได้รับมอบหมายมา....ทำ...ทำ..ทำ..แล้วก็ตั้งความหวังอันสูงสุดไว้  คือการรอดชีวิตไปจากที่นี่ได้ 

 

      ****** จบบทที่ 6 *******

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry