Categories

Return of the living dead: ผีอมตะ (บทที่ 11.1)

posted on 22 Feb 2008 20:15 by bookaholic  in Books

 

      ซูไซด์ไม่สามารถจะอดกลั้นต่ออารมณ์ ของตนเองได้อีกต่อไป ทุกส่วนสัดของหล่อนเปิดเผยให้เห็นอยู่ตรงหน้า  อกอวบอูม  จะงอยออกชูชัน  ลีลาระบายความใคร่ด้วยตัวเองที่เร่าร้อนของหล่อน  ยั่วยวนให้เขาเกิดความต้องการจนถึงขีดสุด  

        กางเกงของเขาคับติ้ว  เพราะกล้ามเนื้อแข็งขันที่ขยายขึ้นเต็มที่  รีบถอดเสื้อกางเกงออกโดยเร็ว คงเหลือแต่ปลอกคอหนังเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  กระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนหลุมฝังศพที่เล็กซ์ยืนอยู่ก่อน  เอื้อมมือไปดึงร่างอ่อนระทวยของหล่อนให้ยืนขึ้นหันหน้ามาประกบกับเขา  ถอดส่วนสำคัญประจำตัวเข้าไปในตัวของหล่อน  หล่อนยกขาขึ้นข้างหนึ่งโอบรัดรอบตัวของเขาไว้ 

       เขากอดหล่อนไว้แน่น เหมือนกับเป็นร่างเดียวกัน ทั้งสองขยับตัวด้วยจังหวะและลีลาที่คล่องแคล่ว  เผ็ดร้อนตั้งหน้าตั้งตาไปสู่จุดหมาย โดยเคลื่อนไหวตามอารมณ์ที่แท้จริง....จนกระทุ่งถึงจุดสุขสุดยอด

       มีทและเคซีย์หายไปจากบริเวณนั้นแล้ว  ทั้งสองหลบมุมไปที่หลุมฝังศพอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้นเท่าใดนัก   เพราะอารมณ์หื่นกระหายในภาพที่เห็น   ส่วนชัคและสคัซจ้องมองภาพบนหลุมฝังศพทั้งสองแห่ง ตาแทบไม่กระพริบ คบไฟในมือของสคัซส่องแสงวูบวาบในความมืด  ดูน่ากลัวยิ่งนัก

      ทิน่าเมินหน้าไปจากภาพของซูไซด์และเล็กซ์ด้วยความอับอาย หล่อนนึกหวาดผวาไปสารพัดอย่าง เกรงว่าดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ในสุสานแห่งนี้จะโกรธแค้นในการกระทำของพวกพั้งค์สถุลเพื่อนพ้องของหล่อน แต่ก็ไม่มีทางใดที่หล่อนจะห้ามปรามคนบ้าตัณหาเหล่านั้นได้ คงได้แต่นึกแช่งชักหักกระดูกอยู่ในใจเท่านั้น  หล่อนเดินหนีห่างออกมา เพราะไม่สามารถทนดูภาพอุจาดตานั้นได้อีกต่อไป สาวเท้าเดินฝ่าความมืดไปที่ประตูทางเข้าสุสาน นอกจากเสียงดนตรีที่แผดสนั่นแล้ว ทั่วบริเวณนั้นไม่มีเสียงอื่นใดอีกเลย นอกจากเสียงหรีดหริ่งเรไร และแมลงกลางคืนที่เริ่มออกหากินแล้ว

       ปัง....หล่อนได้ยินเสียงประตูกระแทกโดยแรงจึงเงยหน้าขึ้นมอง ที่ถนนฝั่งตรงกันข้าม ในความมืดหล่อนเห็นร่างของใครคนหนึ่งที่กำลังปิดประตูรถตู้

      "เฟรดดี้...."  หล่อนตะโกนขึ้นสุดเสียง

      ชายหนุ่มหันมาตามเสียงเรียก นึกแปลกใจอยู่ครามครัน  เขาจำเสียงของหล่อนได้แม่นยำ  เสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาใกล้ พออยู่ในระยะมองเห็นหน้ากัน หล่อนก็โผเข้าสู่อ้อมอกเขาทันที  เขาประจงจูบเอาใจ  นิ่งนาน ดอมดมความหอมหวานจากริมฝีปากอวบอิ่มของหล่อน

      "เฟรดดี้...ทำไมช้านักล่ะคะ  ฉันคอยคุณอยู่ตั้งนานแล้ว  คุณมาทำอะไรอยู่ที่หน้าสุสานนี่"

      "เอ้อ....อ้า...งานผมเยอะ  ผมมีธุระต้องเอาของมาส่ง  เลยต้องแวะมาหน่อย"  ชายหนุ่มตอบอึกอัก

      "แล้วตอนนี้เสร็จหรือยัง  สองทุ่มกว่าแล้วนะ ไปกันหรือยัง? "

      หล่อนคล้องแขนคนรัก ฉุดให้ออกเดินจากบริเวณนั้น...ฟ้าแลบแปลบปลาบเป็นทางยาว  ตามด้วยเสียงฟ้าร้องครืนดังสนั่นหวั่นไหว

      "เฟรดดี้  ทำไมคุณต้องมาส่งของที่สุสานด้วยล่ะของอะไร ? ฉันมีเรื่องจะเล่าให้คุณฟังเยอะแยะ"

      "เอ้อ...อ้า..."  ชายหนุ่มคิดหาคำตอบไม่ทัน

      หล่อนโผเข้าหาเขา ซุกเข้ากับอก แหวนหน้าขึ้นรอรับจูบอันแสนดูดดื่ม  ชายหนุ่มก้มหน้าต่ำลงมาประกบเข้ากับริมฝีปากนุ่มของหล่อน  ลิ้นสอดเกี่ยวกระหวัดซอกซอน  แฟรงค์ เนลโล ซึ่งยืนคอยอยู่หน้าประตูห้องดองศพ มองคนทั้งสองพรอดรักกันอยู่อย่างเพลิดเพลิน

      "ฮะแอ้ม....เพลินเลยนะ...แฟนแก ? "

      "เอ้อ...ครับ...ทิน่า นี่เจ้านายผม คุณแฟรงค์  ...แฟนผม...ทิน่า..."

       เฟรดดี้แนะนำคนทั้งสองให้รู้จักกัน

      "ยินดีค่ะที่ได้รู้จักคุณแฟรงค์ ฉันกับเฟรดดี้นัดกันไว้ตอนสองทุ่ม  ขออนุญาตรอในรถตู้นี่ได้ไหมคะ? "

      "คงจะไม่เหมาะมั้ง"   แฟรงค์ตอบปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย

       "ฝนจะตกอยู่แล้ว  ให้เธอรอผมอยู่ในรถเถอะ  ไม่งั้นก็เปียกหมด"  ช่วยหนุ่มช่วยขอร้องให้อีก

       "ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร"  หญิงสาวตัดบท

       ประตูห้องดองศพเปิดผางออก เบอร์ท วิลสน ก้าวออกประตูมาร้องเรียกคนทั้งสอง

       "แฟรงค์  เฟรดดี้ เข้ามาเร็ว ของที่แกเอามากำลังอาละวาดดิ้นใหญ่เลย  มัวแต่ยืนคุยกันอยู่นั่นแหล่ะ ไอ้หอกเอ๊ย"

       "ขอโทษครับ...เอ้อ...แฟนผม..."  เฟรดดี้พูดยังไม่ทันจบ  เบอร์ทตะโกนขัดขึ้น

       "ปล่อยหล่อนไว้นั่น  แกอย่ามัวสนใจเรื่องอื่นอยู่เลย"

       "เอ้อ...นายครับ....ฝนกำลังจะตกอยู่แล้ว จะปล่อยเธอไว้ข้างนอกคนเดียวได้ยังไงเปียกหมด" แฟรงค์ เปลี่ยนท่าทีใหม่ ช่วยเฟรดดี้พูดอีกแรง

       "แต่ถ้าเธอเข้าไปก็ไม่เหมาะเหมือนกัน  เอางี้แล้วกัน ผมจะให้กุญแจไว้ ให้ไปคอยเฟรดดี้อยู่ที่หลังโกดังเก็บของ  ที่ที่ทำงานของเรา พอเสร็จธุระแล้วค่อยเจอกัน"

       "ไว้ใจหล่อนได้ ?"  เบอร์ทถามด้วยความไม่แน่ใจ

       "ครับผม"  เฟรดดี้ตอบรับ

       "เออ ถ้างั้นก็ตามใจ  แล้วรีบเข้ามาไวๆ หน่อย"

       "เอ้า  คุณเอากุญแจไว้"   เฟรดดี้ส่งกุญแจให้คนรัก

       "ดอกนี้ใช้ไขประตูหน้า พอเข้าไปข้างในแล้วล็อคประตูเลยนะ  อย่าเปิดทิ้งไว้เป็นอันขาด คุณเข้าไปคอยในห้องทำงานของผมนะ  อย่าไปที่อื่นล่ะ"   เขากำชับหล่อนเสียงสั่น

       "ขอบคุณ"  หล่อนรับกุญแจมาถือไว้ในมือ มองหน้าคนรักด้วยความแปลกใจ

       "ไปได้แล้วละคุณ  ไม่ต้องเป็นห่วงไอ้เฟรดดี้มันหรอก ผมกับมันเป็นเพื่อนกัน  ถึงแม้จะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่เท่าไหร่  รับรองไม่มีอันตราย"  แฟรงค์พูดกับหล่อนแล้วหันไปพูดกับชายหนุ่ม  "เฮ้ย...ไปกันได้แล้วละ เดี๋ยวนายโมโหอีก"

       พูดจบก็เปิดประตูห้องดองศพ เดินเข้าไปข้างใน  ทิ้งชายหน่มและหญิงสาวไว้แต่เพียงลำพัง

      "เฟรดดี้"  หล่อนเรียกคนรัก  พลางจ้องหน้าเขาเขม็ง "มีอะไรเกิดขึ้น  เล่าให้ฟังบ้างได้ไม๊ หน้าตาคุณไม่ดีเลย"

      "ไม่มีอะไร  คุณไม่ต้องเป็นห่วงผม"

      "นายคุณพูดแปลกๆ ฟังแล้วงง คุณมาทำอะไรกันที่นี่ ? " 

      "ผมขอร้อง ไม่ต้องถามผม คุณเอากุญแจไปแล้วเข้าไปคอยผมข้างใน  อย่าลืมล็อคประตูนะ...เอ้าเอาหมวกไปใส่ เดี๋ยวโดนฝนจะเป็นหวัด"  ชายหนุ่มถอดหมวกแก๊ปสีแดงที่สวมอยู่ ออกมาแปะไว้บนหัวของหล่อน  สายตาแสดงความห่วงใยจ้องจับอยู่ที่ใบหน้างาม

      "ผมไปละนะ  แล้วจะรีบกลับไปหาคุณ"

      "โชคดีนะเฟรดดี้  เร็วๆ นะ "  หล่อนตะโกนไล่หลังเขาไป  ชายหนุ่มเดินลับหายไปในห้อง  หล่อนหยุดยืนมองอยู่เป็นครู่ จึงหันหลังออกเดินจ้ำตรงไปยังที่หมายที่คนรักสั่งไว้  ในใจครุ่นคิดถึงคำพูดของคนทั้งหมดที่ได้ยินเมื่อครู่

      พอถึงหน้าประตู  ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก ลมแรงพัดอู้...

      ทีแรกหล่อนตั้งใจจะไม่เข้าไปข้างใน คิดว่าคอยอยู่หน้าประตูจะดีกว่า  อีกไม่ช้าเฟรดดี้ก็คงมา  แต่ไม่สามารถจะทำได้อย่างใจคิด  เพราะฝนสาดเข้ามาตรงบริเวณที่หล่อนยืนอยู่จนเปียกโชก  หล่อนกระเถิบถอยหนีเข้าไปในชายคา ร่างสั่นสะท้านเหมือนลูกนกต้องลมหนาว ตัดสินใจไขกุญแจเข้าไปข้างในพยายามหักห้ามความกลัว  ทันทีที่ประตูเปิดออก ในความมืดหล่อนได้ยินเสียงเสียงหนึ่ง

      "ช่วย....ด้วยย....ช่วยยย....ด้วยยยยย...."

        หล่อนตกใจสะดุ้งโหยง กระโดดถอยหลังออกมา ใบหน้าซีดเผือด เสียงนั้นแหลมเล็กเยือกเย็น จนสะท้านไปทั่วไขสันหลัง โหยหวนเหมือนแว่วมาจากที่ไกลแสนไกล เป็นที่น่าเวทนายิ่งนัก  หล่อนเงี่ยหูฟังให้แน่ใจอีกครั้งหนึ่ง เสียงนั้นดังขึ้นอีก

        "ช่วยยยย...ด้วยยยย....ช่วยยยย.....ด้วยยยยยยย"

       หล่อนคิดว่าคงเป็นคนงามคนใดคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุ และไม่มีใครอยู่ในที่นั้น  จึงต้องร้องขอความช่วยเหลืออย่างที่กำลังได้ยินอยู่นี่  เสียงอ่อนระโหยเหมือนคนใกล้จะสิ้นใจ  หล่อนรีบวิ่งถลาเข้าไปข้างในตามเสียงเรียก ด้วยความรีบร้อนจึงลืมล๊อคประตู

         "ใครเรียก...อยู่ที่ไหนน่ะ....ฉันอยู่ที่นี่...มาช่วยคุณแล้ว"  หล่อนร้องตอบเสียงดัง

        หล่อนเคลื่อนตัวอย่างเร็วไปตามเสียงเรียก ด้วยความเป็นห่วงอย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่มืดแสนมืด หล่อนเดินจ้ำผ่านไปตามทางเดิน ผ่านหน้าห้องทำงานของคนรักที่สั่งให้หล่อนเข้าไปคอยอยู่ในนั้น  เดินลึกเข้าไปข้างในเรื่อยๆ ....

        "ข้าอยู่นี่.....อยู่...ตรง...นี้...."  เสียงนั้นดังขึ้นมาอีก

       ทิน่าเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องใต้ดิน เงี่ยหูฟังจนกระทั่งแน่ใจว่า  เสียงนั้นดังมาจากที่นี่นั่นเอง  หล่อนเปิดประตูออกอย่างแผ่วเบา  ข้างในมืดสนิทจนมองไม่เห็นทาง เสียงร้องดังขึ้นมาอีกแล้ว  หล่อนป่ายมือเปะปะไปตามข้างฝา จนกระทั่งพบสวิตช์ไฟ  กดสวิตช์เสียงดังแชะ  แสงสว่างสาดไปทั่วบริเวณนั้น  ส่องให้เห็นบันไดที่ทอดลงไปยังเบื้องล่าง

       "เร็วววว....ข้าอยู่นี่.....ตรงนี้...."

        ใจเต้นตึ้กตั้กเหมือนจะทะลุออกมานอกอก  กลัวก็กลัว แต่ความเป็นห่วงคนที่กำลังเดือดร้อน มีพลังเหนือสิ่งอื่นใด  หล่อนเม้มปากแน่น ยืนตัดสินใจอยู่ครู่หนึ่งจึงออกเดินลงไปตามขึ้นบันได...

 

       ขณะที่เบอร์ท วิลสันและเออร์นี่ คาลเต็นบรูนเนอร์ ยืนคุยกันอยู่ เฟรดดี้และแฟรงค์ช่วยกันหิ้วห่อถุงใส่ขยะ จำนวน 7 ถุงลงมาจากรถตู้ เข้ามาวางไว้ที่พื้นห้อง สิ่งที่อยู่ในถุงนั้นดิ้นขยุกขยิกอยู่ไปมา  เออร์นี่เข้ามายืนดูอยู่ใกล้ๆ  พูด้วยความสงสัยว่า

        "เฮ้....มันยังเป็นอยู่  จะเผาหรือดองเข้าไปได้ยังไง ?  พวกแกจะบ้ารึ ข้าไม่เอาด้วยหรอก  เดี๋ยวติดคุกหัวโต อยู่ๆ ก็จะเอามาให้ข้าจัดการ  ข้างในมีอะไรยังไม่รู้เลย"

       "เออร์นี่  ช่วยฉันด้วยเถอะ เอามันไปเผาเลย"    เบอร์ทขอร้องเสียงเครือน่าสงสาร

       อีกฝ่ายทำท่าไม่สนใจ เดินเลยไปอีกทางหนึ่ง  ไปหยุดดูศพที่นอนอยู่บนเตียง

      สิ่งที่อยู่ในถุงขยะเริ่มดิ้นหนักขึ้น...ทุกถุงดิ้นพร้อมๆ กัน ทำให้ถึงเคลื่อนที่ออกไป  เฟรดดี้กระโดดถอยออกห่างด้วยความกลัว  เดินไปหยุดอยู่ข้างๆ แฟรงค์

       "นายจะทำอะไรน่ะ"  เบอร์ทเดินไปหยุดอยู่ข้างๆ เออร์นี่

       "ต้องทำลายการแข็งตัวของเนื้อเยื่อซะก่อน  นี่ดู...มันจะเริ่มที่สมองก่อน ต่อจากนั้นก็ไปตามอวัยวะภายใน สุดท้ายจะมาถึงบริเวณที่เป็นกล้ามเนื้อลูกหนูที่โคนแขนของศพเฮเลน " คนเราพอตายไปไม่กี่ชั่วโมงก็จะเริ่มแข็ง เพราะฉะนั้นเราต้องทำลายการแข็งตัวของเนื้อเยื่อ  ด้วยการเกร็งกล้ามเนื้อของศพ จะได้จัดศพให้อยู่ในท่านอนตามปรกติได้"

       "เออร์นี่ ฉันไหว้ละ  ช่วยช่วยเผาไอ้ถุงพวกนี้ให้ฉันทีเถอะ  นึกว่าเห็นแก่เพื่อน"

       "เรื่องอะไรฉันจะทำ เพราะยังไม่รู้เลยนี่ว่า ไอ้ที่มันอยู่ข้างในน่ะเป็นอะไร "  คนพูดทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้  ลงมือนวดตามร่างกายของศพเฮเลน

      "บอกก็ได้"  เบอร์ทเดินไปชิดตัวเออร์นี่  จับไหล่ให้หันหน้ามา  

      "นายจะได้รู้ว่าทำไมฉันถึงไม่ยอมเปิดถุง  มันร้ายยิ่งกว่าโรคติดต่ออื่นใดในโลกนี้ทั้งสิ้น"

      "พูดอะไร  ไม่เห็นเข้าใจ"

       "ฉันกำลังจะอธิบายให้นายฟังอยู่นี่  ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันเกิดขึ้นได้อย่างไร"

       แฟรงค์และเฟรดดี้ยืนฟังการสนทนาของคนทั้งสองอยู่ไม่ห่างเท่าใดนัก ชายหนุ่มคร่ำครวญเบาๆ ให้แฟรงค์ฟังว่า

       "ผมปวดหัวจนแทบจะระเบิดอยู่แล้ว  คุณล่ะเป็นยังไงบ้าง ? "

       "เหมือนกันว่ะ "  แฟรงค์ตอบรับเบาๆ  เช่นกัน  

        ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เออร์นี่ตรงเข้าแก้เชือกที่ผูกปากถุงโดยเร็ว

        "ระวัง ! เออร์นี่..." เบอร์ทร้องเตือนเสียงหลง

        "ดูซะให้เต็มตา  ศพคืนชีพ...."

        "อะไรกันนะ ? "  เออร์นี่อุทานด้วยความไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยินและได้เห็นอยู่ในขณะนี้

        ในถุงพลาสติกสีน้ำตาล  ซึ่งเป็นถุงใช้ใส่ขยะ  ในนั้นมีชิ้นส่วนที่เป็นร่างกายของมนุษย์ถูกตัดออกเป็นชิ้นๆ ทุกชิ้นขยับเคลื่อนไหวได้ ราวกับมีชีวิตจริง....และอันที่เปิดออกมานั้นเป็นมือมนุษย์ ตัดขาดแค่หัวไหล่ ....อีกถุงหนึ่งเป็นซากหมาครึ่งตัว..."

        "เฮ้ย!"  เออร์นี่อุทานออกมาอีกครั้งหนึ่ง วิ่งถลาไปที่ลิ้นชัก เปิดออก  หยิบปืนขึ้นมาถือไว้ในมือ เล็งเป้าไปยังชิ้นส่วนที่เห็นนั้น  "ให้เพือนแกขนมันออกไปไว้ที่ลานจอดรถด้านหลังเดี๋ยวนี้  ยิ่งทิ้งแม่งให้หมดเลย..."

       "ไม่มีทาง เออร์นี่  ทำยังไงมันก็ไม่ตาย  นอกจากจะเผา"

       มือของผีนรกที่เทออกมาจากถุงขยับเคลื่อนเข้ามาใกล้เออร์นี่  คว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าของเขา

       "โอ๊ยยยย...."   เออร์นี่แหกปากร้องเสียงหลง สะบัดชาให้พ้นจากการเกาะกุม  "เอามันออกไป"

       แฟรงค์และเฟรดดี้ยืนนิ่งเฉย  ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะขยับเขยื้อนร่างกายส่วนใดได้  เบอร์ทตรงเข้ากระชากมือนั้นออกมา  จับมันยัดเข้าไปในถุง  ผูกเชือกไว้แน่นหนาตามเดิม

      ใบหน้าของเออร์นี่ซีดขาวไม่มีสีเลือด ซวนเซไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้  ตัวสั่นสะท้าน

       "ขอโทษด้วยนะ   ที่มันทำให้นายตกใจ  เห็นรึยังว่าทำไมฉันถึงต้องขอให้เผามัน...ฟังนะเออร์นี่  ฉันจะเล่าเรื่องให้ฟังตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้"

        เหตุการณ์ต่างๆ พรั่งพรูจากปากของเบอร์ทราวกับทำนบพัง...

        "ลงมือเถอะเออร์นี่ ขืนชักช้าเดี๋ยวได้เรื่อง"  เบอร์ทเตือนขึ้นอีก  หลังจากเล่าเหตุการณ์จบลง

        "เอ้า  ตกลง   ช่วยกันยกถุงมาใส่ไว้ในตะแกรงเตาอบเร็ว  เผามันซะอย่าให้เหลือซาก"

        "ถ้าจะเหลือก็คงมีแต่ขี้เถ้าเท่านั้น"   เบอร์รีบสนับสนุน

       แฟรงค์และเฟรดดี้หน้าซีดเผือด ซวนเซไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้  อ่อนเพลียจนทรงกายไว้ไม่อยู่

       เบอร์ทและเออร์นี่ช่วยกันยกถุงทั้งหมดไปใส่ไว้ในตะแกรงเหล็ก  เออร์นี่ผลักตะแกรงเหล็กเข้าไปในเตาอบปิดฝา กดสวิตช์ลง  ควันดำพวยพลุ่งออกจากปล่องไฟ ทันทีที่สวิตช์ไฟเริ่มทำงาน....

       

       ทิน่าก้าวเดินลงไปตามขั้นบันไดที่ทอดลงไปสู่ห้องใต้ดิน พอถึงขั้นที่สามซึ่งชำรุดอยู่ก็ก้าวเท้าพรวดตกลงไป  ดีกว่าคว้าราวบันไดไว้ได้ทัน  จึงเหนี่ยวตัวขึ้นมาตามเดิม  บันไดสั่นเพราะความชราภาพ เสียงรองเท้าส้นสูงของหล่อนกระทบพื้นเป็นจังหวะดังก้องในความเงียบสงัด  และความสลัวของแสงไฟที่สาดส่องลงมา  หล่อนกระพริบตาถี่เพื่อให้ชินกับความมืดที่พื้นเลื้องล่างในห้องใต้ดิน   ไม่มีเสียงอื่นใดนอกจากเสียงครางฮือฮือเหมือนคนที่ได้รับบาดเจ็บ

       หล่อนป่ายมือเปะปะไปตามฝาผนัง จนกระทั่งพบสวิตช์ไฟ  จึงกดเปิดขึ้น ...แชะ...แสงสว่างสาดส่องไปทั่ว  กราดสายตามองไปรอบห้องในเงามืดเบื้องหลังถังไบใหญ่ที่เป็นสนิมเขรอะ  หล่อนเห็นเงาคนวูบวาบอยู่ตรงนั้น จึงร้องเรียกออกไป

       "ใครอยู่ตรงนั้น  ฉันมาช่วยแล้ว  ออกมาเร็ว"

        เงานั้นเคลื่อนไหวอยู่ไปมา แล้วก้าวออกมาสู่แสงสว่าง  ทันทีที่เห็น หญิงสาวหวีดร้องออกมาจนสุดเสียงนัยน์ตาเหลือกลาน

       กรี๊ดดดดดด........

       ร่างที่ก้าวออกมานั้น ครั้งหนึ่งเคยเป็นร่างของมนุษย์ แต่บัดนี้ร่างใหญ่โตเทอะทะนั้น มีคราบเหมือนน้ำมันดินเหนียวเหนอะหนะ ข้นคลั่กกาะติดอยู่ตามร่างกาย  นิ้วมือหงิกงอตาเหลือกโพลง เห็นแต่ตาขาว ปากอ้ากว้าง น้ำเมือกเหนียวไหลยืดเป็นทางออกมานอกปาก  มันคำราม  และพูดเหมือนเสียงมนุษย์  เสียงนั้นดังอยู่ในลำคอ ทั้งห้าวและแหบเครือในขณะเดียวกัน  สองแขนอ้าออกกว้างเหมือนจะโอบหล่อนเข้าไว้ในวงแขน

       "สมอง....ข้าอยากกินสมอง...."

       ทิน่าตกตะลึง  ก้าวขาไม่ออก  เหมือนถูกยืดตรึงอยู่กับที่ นัยน์ตาเบิ่งโพลง จนกระทั่งมันเดินเข้ามาใกล้จะถึงตัวอยู่แล้ว ถึงได้รู้สึกตัว  หันหลังออกวิ่งเต็มฝีเท้าก้าวขึ้นบันได หล่อนสะบัดรองเท้าส้นสูงออก เพื่อจะได้วิ่งได้ถนัด รีบซอยเท้าวิ่งขึ้นบันไดไปโดยเร็ว  ลืมไปว่าบันไดขั้นที่สามชำรุด  เมื่อหล่อนวิ่งขึ้นไปจึงพลาดตกลงมา  จุกแอ้ดอยู่ข้างล่าง สะโพกครากจนลุกไม่ขึ้น...

           ร่างอัปลักษณ์นั้นหันหลังก้าวตามหล่อนขึ้นบันไดไป ปากก็ส่งเสียงร้องคำราม น้ำลายเหนียวหนับไหลย้อยออกมาจากมุมปาก

        "สมอง...ฮือ..ฮือ..สมองมนุษย์..."

        เมื่อมันเห็นหล่อนตกบันไดหล่นลงมายังพื้นเบื้องล่าง จึงหันหลังลงบันไดเดินย้อนกลับมาที่เหยื่อของมันอีก  นัยน์ตาเบิ่งโพลง  กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะกัดแทะมันสมองมนุษย์

         "หอม...หอม...สมอง...."

         หล่อนกระถดถอยหนีตาย ปวดข้อเท้า แต่จำใจต้องพยุงกายลุกขึ้น  โซซัดโซเซเดินขาลากถอยหลังหนีห่างออกมา  ปากก็ร้องขอความช่วยเหลือดังสุดเสียง

        "ช่วยด้วยยยยย........"

       นัยน์ตาเหลือกลานของหล่อนจ้องมองที่ร่างน่าเกลียดน่ากลัวของอมนุษย์ตนนั้น  ที่กำลังเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกทีๆ

       "สมอง....ฮือ.....ฮือ....หอม...."

       หล่อนป่ายมือเปะปะไปตามข้างฝาใต้บันได  พบลูกบิดประตู ซึ่งเป็นห้องเก็บของจึงรีบเปิด ซุกตัวเข้าไปข้างในกดล็อคทันที  โชคดีที่ประตูห้องนั้นเป็นเป็นประตูเหล็ก คงหนาและทนทานต่อแรงของผีดิบตนนั้นได้  หล่อนถอนหายใจด้วยความโล่งอก

       ปัง.....ปัง.....ปัง.....

       มันทั้งทุบทั้งเขย่าประตูด้วยความโกรธแค้น   "กรี๊ดดดดด.....ช่วยด้วยยยยย...." หญิงสาวกรีดร้องเสียงแหลม พร้อมทั้งร้องขอความช่วยเหลือ

       "เฟรดดี้......ช่วยด้วยยยยย...."

       หล่อนสะอื้นฮักจนร่างกายสะท้านด้วยความกลัวจนสุดชีวิต

       "ฮือ.....ฮือ.....สมอง...."

       หญิงสาวยกมือขึ้นปิดหู เพราะไม่อยากได้ยินเสียงที่ทรมานโสตประสาทนั้น  น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม

       ชั่วครู่เสียงทุบประตูเงียบไป  หล่อนเอามือออกเดินย่องไปที่ประตูเหล็ก แอบมองดูที่รูเล็ก เห็นมันกำลังยืนหันรีหันขวางมองหาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  นึกรู้ได้ทันทีว่า มันคงกำลังมองหาอุปกรณ์ที่จะใช้ทำลายประตูเหล็ก  ที่หล่อนกำลังแอบซ่อนตัวอยู่  เพื่อที่จะได้ลากตัวหล่อนออกไปเป็นเหยื่ออันโอชะของมันได้

       ร่างของหล่อนสั่นสะท้านขึ้นมาอีก   กรีดร้องขอความช่วยเหลือออกมาจนสุดเสียง ด้วยหวังว่าคนรักคงจะกลับมาช่วยหล่อนได้ทันท่วงที

       "เฟรดดี้.....ช่วยด้วยยยย"

 

 ** โปรดติดตามต่อบทที่ 11.2 **

        

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry