Categories

Return of the living dead:ผีอมตะ (บทที่ 17)

posted on 01 Mar 2008 19:39 by bookaholic  in Books

 

      หลังจากจัดการเคลียร์พื้นพี่ทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เบอร์ท เออร์นี่ และ มีท ก็เดินกลับเข้าไปในห้องที่ทิน่า และคนป่วยทั้งสองนั่งอยู่ หญิงสาวยังกอดประคองคนรักอยู่ตลอดเวลา  แฟรงค์และเฟรดดี้หายใจแขม็บๆ เหมือนคนใกล้จะสิ้นใจ

       ร่างของผีดิบมอร์ตันและเฮเลนถูกมัดตรึงแน่นอยู่บนเตียงคนละเตียง ซึ่งเออร์นี่ใช้เป็นที่ตกแต่งศพของมันทั้งสองก่อนหน้านี้  มอร์ตันยับเยินเละเทะไปหมดทั้งตัวหัวถูกฟันแบะออกเป็นเสี่ยงๆ  ลำตัวขาดออกเป็นสองท่อนเพราะคมขวานของเออร์นี่ที่ฟันแบบไม่นับ

       ส่วนผีดิบเฮเลนนั้น มือข้างหนึ่งของมันถูกฟันขาดหายไป ปากเขรอะไปด้วยเลือดสดๆ  สีแดงฉาน และสีขาวของมันสมอง  ซึ่งเกาะเป็นคราบที่ปากบิดเบี้ยวของมัน  มันนอนนิ่งเฉย คงจะเป็นเพราะได้กินอาหารเอมโอชจนอิ่มหมีพีมัน ดวงตาจ้องเหม่อมองสิ่งที่อยู่ข้างหน้าด้วยความพอใจ

       มอร์ตันนอนบิดร่างดิ้นทุรนทุราย ร้องครวญครางและขู่กรรโชก  คงเป็นเพราะตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาเป็นผีดิบมันยังไม่ได้กินอะไรเลย

        "หิว....มองไม่เห็น....สมอง....."

       มันร้องคร่ำครวญอยู่ตลอดเวลา

       "จะไปเห็นได้ยังไง ข้าปิดตาเอ็งไว้ด้วยกาวเหนียว ตอนที่อนอนอยู่ในโลกน่ะ"  เออร์นี่พูดกับมัน

       "เอา...เอาออก?"  มันวิงวอน

       "ยาก  ไม่มีน้ำยาล้างออก แล้วอีกอย่าง ไม่คิดว่าเอ็งจะฟื้นขึ้นมาได้อีก"

       "ข้าเห็น...ฮิฮิ"  นังผีดิบเฮเลนหัวเราะชอบใจมาจากอีกเตียงหนึ่ง

       "ใช่   ของเอ็งไม่ได้ใช้กาว  ใช้พลาสติกตรงเปลือกตาเท่านั้น ตะกุยเอาออกซะก็ได้"

       มีทเดินเข้ามาดูอยู่ห่างๆ เพราะความขยาด ถามเออร์นี่ขึ้นเบาๆ ว่า

        "แน่ใจนะว่ามัดแน่นแล้ว"  ในมือยังถือค้อนกระชับแน่นอยู่"

        "แน่นอน มันจะแข็งแรงไปกว่าเราไม่ได้ "  เออร์นี่ตอบด้วยความมั่นใจ

        เบอร์ทขยับเข้ามายืนอยู่ข้างหลัง  พูดเสียงสั่น

        "ไม่เข้าใจว่านายเก็บมันไว้ทำไม  ทำไมไม่เอาไปเผาในเตาอบเหมือนไอ้พวกนั้นทีแรกน่ะ"

        "คิดจะเผาข้าเรอะ ? ฮิฮิ "  ผีดิบเฮเลนถามขึ้นพลางหัวเราะชอบใจ

        "ไม่กลัวรึไง"   เออร์นี่ถามมัน

        "ไม่...ไม่กลัว...ไม่มีอะไรจะฆ่าข้าได้...ข้ามีชีวิตนิรันดร์...นิรันดร์ตลอดไป...ไม่มีวันตาย"

        เบอร์ทพูดกับเออร์นี่เบาๆ อีก

        "ฉันแปลกใจจังเลยว่ะ  ทำไมผีมันพูดได้  มันเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพูดกัน"

        "มันไม่ใช่ผีธรรมดา มันเป็นซากศพที่มีชีวิต ฉันอยากจะสอบปากคำมันด้วย  มันมีสติเหมือนกับมนุษย์ธรรมดา"

      

        เออร์นี่หันไปพูดกับเฮเลน มันแสยะยิ้มดูน่าเกลียดน่ากลัวยิ่งนัก  ตอบเสียงแหบแห้งอยู่ตลอดเวลา

          "ถามจริงๆ เถอะ  พวกเอ็งกินคนทำไม"

          "ม่ายช่าย...ข้ากินแต่สมอง"

          "ทำไม  มันอร่อยนักเรอะ?"

          "ใช่...เพื่อกำจัดความเจ็บปวด"

         "หมายความว่าไง ?"

         "เจ็บ...ปวด...ที่ได้ตายไปแล้ว...เจ็บปวดเหลือเกิน"

        "การกินมันสมองมนุษย์สดๆ น่ะมันช่วยอะไรได้บ้าง ฮึ?"

        "ทำให้...มีชี...ชีวิตอยู่ได้...อีก...ความตาย...ทำให้เจ็บปวด...เพราะร่าง...ร่างกายมันต้องเน่าเจ็บปวด"

        "เราออกไปคุยข้างนอกกันเถอะ  เหม็นจนจะอ้วกแตกอยู่แล้ว"  มีทขัดขึ้น

         "อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียว  ฉันกลัว"   ทิน่ากรีดร้องเสียงดัง

         "ไม่ต้องกลัว  มันลุกขึ้นมาไม่ได้หรอก  ผูกไว้แน่นแล้ว " เออร์นี่ปลอบใจหล่อน

        " สิ่งที่เธอควรจะกลัวน่ะ ไม่ใช่ไอ้และอีผีสองตัวนี่แต่ควรกลัวไอ้เฟรดดี้ เพราะมันกำลังจะกลายเป็นผีดิบแล้ว" 

มีทกล่าวเตือนหล่อน

           "ไม่จริ๊งง"   หล่อนกอดคนรักแน่นขึ้นอีก

         พอออกมาข้างนอก มีทหันขวับเข้าหาเออร์นี่

           "นี่คุณ  ผมว่าเราฆ่าพวกมันให้หมดเถอะ"

           "ฆ่าไม่ได้"

           "พูดบ้าๆ  ทำไมถึงฆ่าไม่ได้"

           "เพราะพวกมันตายไปแล้ว  และจะไม่มีวันตายซ้ำอีกครั้งหนึ่ง  ถึงแม้ว่าจะสับมันเป็นชิ้นๆ ก็ตามที เห็นไอ้มอร์ตันไม๊หล่ะ หัวแบะเป็นเสี่ยงๆ  ตัวเกือบจะขาดออกจากกัน  มันก็ยังไม่ตาย แถมชิ้นส่วนที่ขาดไปยังกระดุกกระดิกได้ซะอีก เผลอๆ  อวัยวะพวกนั้นมันก็กลับมาเล่นงานเราอีก"

         "งั้นเผามันซะให้หมด"  เบอร์ทออกความเห็น

          "ไม่มีทาง"

          "พวกมันมีกันกี่ร้อยนะเนี่ย"  มีทมีสีหน้าวิตกกังวล

          "ใช่ นี่แหละคือปัญหาใหญ่  ไม่รู้ว่าเท่าไหร่ แล้วอีกอย่างนะ หากเราเผามันฉันก็ไม่แน่ใจว่า ขี้เถ้าหรือควันไฟที่ออกไปทางปล่องไฟน่ะ จะเข้าไปรวมตัวกับฝนประหลาดนั่นอีกหรือเปล่า...ซึ่งมีผลทำให้ไอ้ผีนรกพวกนี้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้อีก  นังเฮเลนมันบอกแล้วไงว่า  ไม่มีสิ่งใดจะฆ่ามันได้...ฉันเชื่อตามที่มันพูดนะ"

          "เผามันเถอะ ถึงจะเป็นอย่างที่นายว่า ก็ช่างมันปะไร ถึงมันจะฟื้นขึ้นมา มันก็อยู่ข้างนอก ไม่ได้เข้ามาในนนี้"  เบอร์ทแสดงความเห็นแก่ตัวออกมา

           "พูดบ้าๆ  ถ้ามันเพิ่มจำนวนขึ้นมาอีก  แล้วล้อมเราไว้อย่างนี้ เราจะหนีไปไหนได้" 

           "ตอนนี้มันก็เยอะอยู่แล้ว  หากจะเผามัน แล้วทำให้มันเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อย ก็ไม่เห็นน่าจะแปลกนะ"  มีทเสริมความเห็นคล้อยตามเบอร์ท

           "แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดในขณะนี้ก็คือ  จะเอามันเข้าเตาอบได้ยังไง ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ"

           "เถอะน่า  ถึงยังไงก็ต้องทำได้ เพราะขืนเอาไว้ก็เป็นอันตรายสำหรับเรา"  เบอร์ทตอบ สีหน้าเคร่งเครียด

 

        ที่ศูนย์บัญชาการของสถานีตำรวจเมืองหลุยส์วิลล์ ตำรวจที่อยู่เวรช่วงนี้ คือสิบเวรแฮร์รี่ แม็คคาร์ที่ได้รับรายงานจากเวรคนก่อนว่า รถพยาบาลสองคันที่เดินทางไปช่วยเหลือคนป่วยที่ออฟฟิศของคาลเต็นบรูนเนอร์ซึ่งอยู่ข้างป่าช้านั้นหายไปอย่างลึกลับ และไม่ได้รายงานตัวไปยังสถานีตำรวจ หรือโรงพยาบาลแต่อย่างใด

        "ครับผม  จะรีบดำเนินการโดยด่วน ผมจะส่งรถตรวจการณ์ออกไปหาตามท้องที่ต่างๆ ช่วงนี้คงลำบากหน่อย เพราะมีพายุและฝนตกหนักด้วย  อาจจะเกิดอุบัติเหตุอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งก็ได้"

       "โชคดีนะครับ ผมจะกลับบ้านละ"

       "เช่นกันครับ"

       เมื่ออยู่คนเดียว สิบเวรแฮร์รี่จึงเดินไปที่ตู้กาแฟรินกาแฟมานั่งดื่มที่โต๊ะ  พลางเปิดสมุดบันทึกประจำวันออกอ่าน ขณะนั้นเป็นเวลาอีกยี่สิบนาทีจะสองยาม เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะติดต่อทางวิทยุ ให้รถสายตรวจกะแรกออกเดินทางไปค้นหารถพยาบาลสองคันนั้น แต่จะคอยให้พวกที่เข้าเวรกะใหม่ ออกปฏิบัติหน้าที่นี้

 

      ทิน่ายังคงกอดประคองคนรักไว้ในอ้อมแขน   เฟรดดี้หมดเรี่ยวแรงที่จะพูดสิ่งใด ได้แต่นอนบิดร่างร้องครวญครางอยู่อย่างนั้น ผิวขาวซีดจนเป็นสีเขียว และเริ่มกลายเป็นม่วงคล้ำเข้าทุกที แฟรงค์มีอาการทุรนทุรายเช่นเดียวกัน  ทิน่ายังพยายามปลอบใจตัวเองว่า  ตราบใดที่ร่างกายของเฟรดดี้ไม่มีกลิ่นเหม็น ตราบนั้นเขาจะยังไม่ถึงแก่ความตายเป็นแน่  และจะไม่กลายเป็นผีดิบเหมือนที่หล่อนได้พบ

      แต่สิ่งที่หล่อนกลัวมากกว่าสิ่งอื่นใด ในขณะนี้ก็คือกลัวว่าพวกเขาจะกำจัดคนรักและแฟรงค์ก่อนที่จะถึงแก่ความตาย เพราะพวกนี้ก็กลัวขี้ขึ้นสมองเหมือนกัน เพราะเมื่อกี้นี้เองหล่อนยังได้ยินเสียงแว่วๆ ว่าพวกนี้จะเผาผีดิบทั้งสองตัวนั่น สำหรับหล่อนแล้วคิดว่าเฮเลนและมอร์ตันก็เหมือนกับเป็นมนุษย์ปรกติ เพียงแต่ว่าทั้งสองมีร่างกายอัปลักษณ์น่าเกลียดน่ากลัวเท่านั้น 

     ทั้งสองยังพูดเป็น คิดเป็น มีสติสัมปชัญญะ ฟังคำพูดของคนอื่นเข้าใจดี และครั้งหนึ่งร่างนี้ก็เคยเป็นร่างกายของมนุษย์ จึงไม่ควรจะนำไปเผาทั้งเป็น แต่ทุกคนไม่มีใครเห็นด้วยกับหล่อนเป็นแน่ หากหล่อนเสนอความคิดนี้  น้ำตาของหล่อนไหลพรากอาบแก้ม ยกสองมือขึ้นเปิดหูแน่น เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนของมอร์ตัน ขณะถูกนำตัวไปเข้าเตาผิง

      ส่วนเมียของมันนั้นได้แต่หัวเราะฮ่าฮ่าชอบอกชอบใจ ตอนที่ถูกเผาเป็นจุณไปแล้ว  ควันดำพวยพลุ่งออกจากปล่องไฟ สูงขึ้นไปในท้องฟ้ามืดทะมึน

      คนทั้งหมดกลับเข้ามาในห้องที่หล่อนนั่งอยู่ หลังจากเสร็จธุระกำจัดผีนรกสองตัวนั่นแล้ว หล่อนใจหายวาบ เมื่อเห็นสายตาแปลกๆ ของทุกคน  จ้องมองตรงมายังคนป่วยทั้งสอง หล่อนผวาเข้ากอดคนรักไว้แน่น

       "แค้นใจชิบหาย อีผีนั่นไม่กลัวเลย ตอนที่มันถูกเผา กลับหัวเราะเยาะใส่หน้าเรา มันรู้ว่าถึงยังไงมันก็ไม่ตาย และจะต้องกลับมาอีก ซึ่งอาจจะเป็นรูปแบบอื่น แต่ถึงยังไงก็ปล่อยมันไว้ไม่ได้"  มีทพูดด้วยความแค้นเคือง

       "นั่นซิ  ถึงยังไงก็ต้องทำลายไปก่อน"  เบอร์ทเห็นด้วย

       "ฉันเพียงแต่ทำตามใจพวกแกเท่านั้นนะ  หากเกิดอะไรขึ้นอีกก็ช่วยไม่ได้" เออร์นี่พูดขรึมๆ

       "เป็นตายยังไงผมก็ไม่อยู่กับมัน" มีทตะคอก พลางชี้มือไปที่แฟรงค์และเฟรดดี้

      "คงต้องลงมือทำอะไรซักอย่าง แทนที่จะปล่อยไว้อย่างนี้"  เบอร์ทหันมาพูดกับเออร์นี่

       หญิงสาวเหลือกตาโพลง   "อย่านะ  อย่าทำอะไรเขานะ  เขายังไม่ตาย"

        ทั้งแฟรงค์และเฟรดดี้มีอาการอย่างเดียวกัน ใช้สองมือกดท้อง ตัวงอ หน้าตาบิดเบี้ยวเหยเก

        "โอย...ปวด...ปวด...จะขาดใจอยู่แล้ว"

        "สงสัยมันหิวแล้วละ"  มีทหน้าซีดเผือด  "น่าจะลงมือได้แล้ว  ก่อนที่มันจะกลับกลายสภาพที่แท้จริง

       "อย่านะ  อย่าทำอะไรเขา เอาเขาไปเผาไม่ได้นะ"  ทิน่าร้องห้ามเสียงหลง

       "แน่นอน  เป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำได้"  เบอร์ทขัดขึ้น ใบหน้าถมึงทึง

       "หยุด  ไม่ต้องเถียงกัน ถึงยังไงฉันก็คงไม่ยอมร่วมมือกับแก เผามนุษย์เป็นๆ แน่"  เออร์นี่ตัดบท

       "งั้นเอามันไปขังไว้ที่อื่น"  มีทพูดขึ้นอย่างโกรธๆ

       "ไม่นะ อย่าทิ้งเขาไป"  ทิน่าร้องไห้คร่ำครวญ

       "ไม่เป็นไรหรอก  เราเพียงแต่ขังเขาไว้ที่ห้องใดห้องหนึ่งเท่านั้น พอเขากลายเป็นผีดิบ เขาจะได้ทำอันตรายใครไม่ได้"  เบอร์ทพยายามทำใจเย็นพูดกับหล่อน

       "คนเห็นแก่ตัว ทำไมไม่ขังตัวเองล่ะ"  ทิน่าแผดเสียงลั่น

       "ใจเย็นๆ ทิน่า ผมเป็นด้วย เราต้องขังเขาไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยของทุกคน พอตำรวจมาช่วยเราจะได้พาเขาไปโรงพยาบาลได้"  เออร์นี่ใช้น้ำเย็นเข้าลูบ   ให้หล่อนเข้าใจสถานการณ์

        "เอาไปไว้ห้องไหนดีล่ะ ?"  มีทถามด้วยความร้อนรน

        "ไปไว้ที่โบสถ์ดีกว่า เป็นห้องทึบ ไม่มีหน้าต่าง"

         เออร์นี่ตอบ แล้วหันไปหาทิน่า  "คุณจะตามไปเฝ้าเฟรดดี้ก็ได้ ตามใจนะ"

         ทิน่าและเออร์นี่พยุงปีกเฟรดดี้ ส่วนมีทและเบอร์ทพยุงแฟรงค์

         "โอ๊ย...เบาๆ หน่อย...จะ....เจ็บไปหมดทั้งตัวแล้ว"  เฟรดดี้ร้องขึ้นเบาๆ

         "ให้เขาอยู่ที่นี่ไม่ได้เหรอ ฉันทนฟังเสียงร้องของเขาไม่ได้"  ทิน่าวิงวอน

         "จะย้ายไปอยู่โน่น หรือจะให้เผา.....เลือกเอา"  เบอร์ทคาดคั้น

         คนป่วยส่งเสียงร้องโหยหวนไปตลอดทาง ขณะที่ถูกพาถูลู่ถูกังไปอยู่ในโบสถ์

        "ให้นอนที่พรมที่แหละ จะได้นิ่มหน่อย" เออร์นีร้องบอกทุกคน "แฟรงค์ เฟรดดี้ สงบจิตสงบใจซะบ้างนะ  อยู่ในโบสถ์นี่ละ"

        ทั้งสองคนแผดเสียงร้องโหยหวนดังยิ่งขึ้นกว่าเก่า ทิน่าเองก้ร้องไห้สะอีกสะอื้นหนักขึ้น  หล่อนคุกเข่าลงข้างๆ คนรัก ลำล่ำละลักร้องเรียกชื่อให้เขารู้สึกตัว

        "เฟรดดี้....เฟรดดี้....."

        เบอร์ทล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อเครื่องแบบของแฟรงค์ หยิบลูกกุญแจติดมือขึ้นมา มีอาการลิงโลดด้วยความดีใจ ชูลูกกุญแจให้ทุกคนดู

       "ได้แล้ว กุญแจ"

       "ไปเถอะ ให้มันอยู่ในนี้ จะได้ไม่เฮี้ยนเวลากลายเป็นผีดิบ" มีทตัดบท

       "ไม่ไป ฉันจะอยู่กับเฟรดดี้"

       "ตามใจ  ระวังตัวให้ดีนะ  หากคุณไม่ยอมออกไป ก็แล้วแต่คุณ แต่เราจะต้องล็อคประตู" เบอร์ทพูด

       "ฉันทิ้งเขาไปไม่ได้ เราจะแต่งงานกัน"

       "ถึงแม้ว่ามันจะตายไปแล้วน่ะเรอะ"  มีททำสีหน้าเยาะเย้ย

       "ทิน่า   ผมว่าคุณคิดให้ดี  ออกไปซะดีกว่า"  เออร์นี่พยายามชักชวนหล่อน

        "ไม่....ฉันจะอยู่ที่นี่"

       เออร์นี่ยักไหล่  เพราะไม่รู้จะพูดอย่างไร ถึงจะทำให้หล่อนคล้อยตามได้ ทั้งหมดเดินออกไปจากโบสถ์ทิ้งหล่อนไว้แต่เพียงลำพังกับคนป่วย

        คลิค.....ประตูโบสถ์ถูกล็อคแล้ว

        ขณะที่เออร์นี่กำลังล็อคประตูโบสถ์ เสียงมีทและเบอร์ทร้องขึ้นด้วยความลิงโลด

       "เฮ้ย...ตำรวจ....ตำรวจมาช่วยเราแล้ว"

       เออร์นี่ผละเดินไปดูที่หน้าต่างกระจก กระจกที่หน้าต่างบานนั้นแตก แต่ได้ช่วยกันเอาไม้มาตอกตะปูปิดขวางไว้แล้ว

      "แล้วถ้าไอ้ผีนรกมัน..."  มีทโผล่งออกมา  แล้วทิ้งค้างไว้แค่นั้น

      "เฮ้....ทางนี้.....อย่าไปทางโน้น...เดี๋ยวโดนพวกมันเล่นงานเอา"   เออร์นี่ตะโกนเสียงลั่น

       ฝนตกหนัก ลมพายุพัดแรงอู้  บรรายากาศข้างนอกเย็นเยียบ บรรยากาศข้างนอกเย็นเยียบ และมืดมิด เสียงตะโกนจึงไม่ต่างกับเสียงหวีดหวิวของลมพัด

        ตำรวจในเครื่องแบบสองคน คนหนึ่งผิวดำ อีกคนหนึ่งผิวขาว ก้าวลงจารถตรวจการณ์ เดินฝ่าสายฝนออกมา ปืนพกประจำตัวยังคงเหน็บอยู่ที่เอว คงคิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้  รถตรวจการณ์คันนั้นจอดอยู่หลังรถพยาบาลคันที่สอง ตำรวจสองคนนั่นไม่เห็นรถพยาบาลอีกคันที่จอดซุ่มอยู่ในเงามืด เพราะรถคันนั้นไม่มีแสงไฟหน้ารถ

       เออร์นี่ตะโกนสุดเสียงอีกครั้งหนึ่ง

      "เฮ้...ระวัง ชักปืนออกมาซิ"

        ตำรวจสองคนนั่นเดินเฉย ลมพายุพัดแรงอู้หนักขึ้น เขาเปียกโชกไปหมดทั้งตัว เพราะสายฝนที่พร่างพรูกระหน่ำลงมาเป็นสาย เดินไปสำรวจดูรถพยาบาลที่ประตูเปิดอ้าทิ้งไว้ทั้งสองด้าน เมื่อไม่เห็นไม่ใครอยู่ในรถ  จึงออกเดินตรงมายังออฟฟิศ ซึ่งก็เป็นขณะเดียวกันกับที่ผีนรกหลายตัว  ซึ่งแอบซุ่มอยู่ในเงามืด เคลื่อนตัวเข้าหาเหยื่อทั้งสอง

      ปัง...ปัง...

       เออร์นี่ชักปืนพกออกมาจากเอว ขึ้นไก ยิงเปรี้ยงไปสองนัดขึ้นหลังคา ปูนปลาสเตอร์กระจายปลิวว่อนเพื่อเรียกร้องความสนใจ  และเพื่อให้ฝ่ายโน้นรู้ตัวถึงอันตรายที่กำลังคืนคลานเข้ามาในอีกไม่กี่วินาทีนี้

       ได้ผล...ตำรวจทั้งสองหลบวูบเข้าหาที่กำลังโดยแอบที่ต้นเมเปิลใหญ่ข้างทางเดิน  กระตุกปืนพกจากเอวขึ้นมาถือไว้ในมือ ส่องกราดไปข้างหน้า ผีนรกหลายสิบตัวโขยกเขยกเข้าไปหา

      "หยุดนะ...ไม่งั้นยิงสมองกระจุย"

      สมอง....สมอง....สมอง...หอม...หอม....

      มันเดินลุยดาหน้ากันเข้ามาหาเหยื่อ แขนอ้ากว้างน้ำลายเป็นเมือกเหนียวไหลหยดย้อยออกมาจากข้างปาก ดวงตาแสดงความหื่นกระหาย  ใคร่ลิ้มลองสมองสดๆ ของมนุษย์

      ปัง...ปัง...ปัง...ปัง...

      กระสุนหลายนัดรัวออกจากปากกระบอกปืนของตำรวจทั้งสอง ตรงเข้าเป้าอย่างถนัดถนี่ทุกนัด  มีอยู่นัดหนึ่งเจาะเข้ากลางหน้าหน้าผากของผีนรกตัวที่อยู่หน้าสุด กระดูกตรงส่วนนั้นเปิดออกเป็นแผ่นเหว่อ เพราะแรงกระสุนอีกนัดหนึ่งตามไปติดๆ  ถูกเข้าตรงก้านคอ อาจจะเป็นเพราะร่างกายของมันเน่าเละเทะอยู่แล้ว เมื่อถูกกระสุนปืนโดยแรงเข้าเช่นนั้น คอต่อจึงหักดังกร๊อบ หัวกระเด็นหลุดออกจากบ่า กลิ้งไปตามพื้น  ร่างปราศจากหัวของมันยังคงเดินลุยหน้าต่อไปโดยไม่สะดุ้งสะเทือนแต่อย่างใด

      ทั้งสองคนตาเหลือกลาน เบิ่งโพลง กระหน่ำยิงตามมาอีกหลายนัด

     ปัง...ปัง...ปัง....ปัง....ปัง....แชะ...

      กระสุนปืนหมดพร้อมๆ กัน

      "โอ๊ย....."

       สมอง....สมอง....หอม.....

       คนผิวขาวถูกรุมล้อมจนมองไม่เห็นตัว ผีนรกตัวหนึ่งกระชากส่วนหัวของเขาเข้ามา อีกหลายตัวเข้ากลุ้มรุมยื้อแย่งแขนขาลำตัว  คอต่อหัก มันออกแรงกระชากจนหัวและตัวขาดออกจากกัน  เลือดพุ่งราวกับน้ำพุ ตัวที่ได้ส่วนหัวไปรีบก้มลงไปกัดกะโหลก

       กร๊อบบบ......กร๊อบบบบบ....

      ฮือ....ฮือ....ฮือ....สมอง....หอม.....

       คนผิวดำเมื่อเห็นลูกระสุนหมด จึงขว้างปืนเข้าใส่พวกมัน หันหลังวิ่งหนีไปที่รถตรวจการณ์ซึ่งจอดทิ้งไว้ กระชากประตูด้านข้างเปิดออก คว้าปืนสั้นที่อยู่ใต้ที่นั่งออกมากระน่ำยิงตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด ถูกกลางลำตัวตรงช่วงท้อง  ความแรงของกระสุนทำให้อวัยวะนั้นขาดกระจุย ลำตัวหักเป็นสองท่อน ล้อมลงไปกองกับพื้นแต่หาทำให้มันสิ้นฤทธิ์ไม่  มันกลับคลานกระดืบๆ เข้าหาเหยื่อ

       ปัง....ปัง....

      กระหน่ำยิงไปได้อีกสองนัด มันก็คลานเข้าถึงตัวกระชากขาเสียหลักล้มลง  กรงเล็บแหลมยาวตะปบเข้าตรงส่วนหัวของเหยื่อ

     จ๊ากกก.....

      ตำรวจเคราะห์ร้ายแผดเสียงลั่นเป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็เงียบกริบ

      กร๊อบบบ....กร๊อบบบบ.....

      มันอ้าปากกว้าง ขบกะโหลกเสียงกร๊อบดังเหมือนกับเคี้ยวเปลือกแตงโมสด

     เบอร์ท มีท เออร์นี่ ซึ่งแอบดูอยู่ที่หน้าต่างเบิ่งตาโพลงเหลือกลานด้วยความหวาดกลัว เหงื่อแตกพลั่กราวกับอาบน้ำ

     "เสร็จมัน  ไม่ว่าใครมาที่นี่เป็นโดนเขมือบเกลี้ยงแย่แจริงๆ "  เออร์นี่มีอาการขยักขย้อนจะอาเจียนให้ได้ เพราะความคลื่นไส้ในภาพที่เห็น ผละหนีเดินห่างออกมา

     "ให้ตายซิ  เราจะนั่งรอความตายอยู่ที่นี่หรือไง? อีกไม่นานพวกมันจะต้องบุกเข้ามาแน่ และเมื่อถึงตอนนั้นพวกเราจะต้องชะตาขาดแน่ เราน่าจะทำอะไรซักอย่าง อย่างน้อยๆ ก็ยังดีกว่าอยู่เฉยๆ"  มีทละล่ำละลักพูดด้วยความรักตัวกลัวตาย

      "หุบปากซะทีเถอะน่า  ฉันกำลังใช้ความคิดอยู่"  เออร์นี่ตวาด

       "ข้างบนเป็นห้องใต้หลังคา  ถ้าเผื่อมันบุกเข้ามาเราก็หลบขึ้นไปข้างบนได้ มันทำอะไรเราไม่ได้แน่นอน"  เออร์นี่ขยายความคิดให้ฟัง

      "คิดอะไรตื้นๆ ปัดโธ่เอ๊ย  ผมไม่ยอมขึ้นไปนั่งรอความตายอยู่บนห้องใต้หลังคาแน่ เสี่ยงตายออกไปที่รถยนต์ยังดีกว่าน่า"  มีทโวยวาย

      "ฟังนะ ฉันคิดว่าที่นั่นปลอดภัยสำหรับเรา มีประตูทางขึ้นและบันไดลิง เมื่อเราขึ้นไปแล้วก็ตอกประตูปิดตายเลย พวกมันก็จะไม่มีโอกาสดึงบันไดลงมา เพื่อใช้ปืนขึ้นไปได้"

       "ไปดูซิ  เผื่อฉุกเฉิน"  เบอร์ทตัดบท

        เออร์นี่ออกเดินนำหน้าพาตรงไปยังที่หมาย จนกระทั่งถึงห้องๆ หนึ่ง เขาแหวนหน้ามองขึ้นไปบนเพดาน กดปุ่มที่อยู่ข้างฝา พื้นเพดาสเปิดออกเป็นช่องขนาดคนลอด และมีบันไดลิงหย่อนลงมาเองโดยอัตโนมัติ

       "อืมม์...ไม่เลว " เบอร์ทคราง เสยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากขึ้น "แล้วเผื่อเกิดพวกมันฉลาดพอ รู้ว่าปุ่มสำหรับกดอยู่ที่ไหน แล้วจะทำยังไง ? "

       ขณะเดินกลับมาตามทางเดิม เออร์นี่ตอบคำถามของเบอร์ทว่า

        "ไม่ยาก  พอเราขึ้นไปกันหมดแล้วก็ตัดเชือกที่โยงไว้กับปุ่มนั้นก็สิ้นเรื่อง เพราะฉะนั้นเราจะต้องช่วยกันจนค้อน ตะปู มาทิ้งไว้ที่นี่ เพื่อจะได้หยิบใช้ได้สะดวกทันท่วงที เอาไม้ขึ้นไปวางไว้ในห้องใต้หลังคาก่อน ยังไม่ตอกตะปู เพียงแต่วางพาดไว้เฉยๆ  พอทุกคนขึ้นไปแล้วก็สาวบันไดขึ้น ตอกไม้กระดานปิดตายเลย ไง....เข้าท่ามั๊ย?"

       "ก็คงเป็นแหล่งสุดท้ายที่เราจะหนีตายขึ้นไป แต่ว่า...มีวิธีอื่นอีกไม๊...." เบอร์ททำหน้านิ่วคิ้วขมวด

        "ตอนนี้ยังคิดไม่ออก  แต่ที่แน่ๆ ฉันคิดว่าไม่ควรจะเสี่ยงตายออกไปข้างนอก เพราะพวกมันมีจำนวนมากมายเหลือเกิน"  เออร์นี่ไม่ยอมเห็นด้วยกับความคิดเดิมของคนทั้งสอง

         "แล้วหากเผื่อตำรวจมาอีก  แต่เสร็จมันไปอีกล่ะจะทำยังไง ?"    เบอร์ทตั้งคำถามและแล้วเขาก็ทำตาโตเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้  ตะโกนเสียงลั่นด้วยความดีใจ

         "เฮ้ กองทัพบก! ใช่แล้ว คนที่รู้เรื่องดีก็คือกองทัพบกเท่านั้น เขาคงมีวิธีปราบมัน ทำไมเราไม่โทรศัพท์ไปตามเบอร์ที่เขียนบอกไว้บนถังนั่นล่ะ"

         "เบอร์อะไร"   เออร์นี่ถามงงๆ

         "ถังอะไร"      มีทถามเช่นเดียวกัน

      "เบอร์โทรศัพท์ของกองทัพบก เขียนไว้บนถังในถังนั้นมีน้ำยาเคมีและแก๊สพิษ แถมยังมีศพอยู่ข้างในอีกด้วย เจ้าเฟรดดี้และแฟรงค์เป็นคนไปเปิดถังนั่น ถังอยู่ในโกดังยูนีด้าเมดิเคิลซัพพลายไง"

       "คงเป็นตัวที่กัดไอ้ซูไซด์"  มีทคาดการณ์

       "เบอร์อะไรล่ะ จำได้ไม๊ ?"  เออร์นี่ถามขึ้น

        เบอร์ทเกาหัวแกรกๆ

        "จำไม่ได้ว่ะ  ทู่เรศชิบหาย เห็นตั้งไม่รู้กี่ครั้งแล้ว"

        มีทโกรธจนสุดขีด  กระโดดเข้ามากระชากคอเสื้อของเบอร์ท ดึงเข้ามาใกล้ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กัดกรามกรอดขณะพูด

          "นึกหน่อยซิโว้ย  อมพะนำอยู่ได้"

          "จะ....จำ....ไม่ได้จริงๆ "  เบอร์ทหน้าซีดเผือด

           "ใจเย็นๆ มีท"  เออร์นี่เตือนขึ้นเบาๆ

        มีทปล่อยคอเสื้อของเบอร์ทเป็นอิสระ

         "เราหาเหตุผลที่แท้จริง ที่จำเป็นจะต้องหนีไปจากที่นี้แล้ว นั่นคือหากเราไปที่โกดังได้ ก็เท่ากับใช้กระสุนนัดเดียว ยิงนกได้สองตัว  หาเบอร์โทรศัพท์ของกองทัพบกได้ แล้วก็โทรไปจากที่นั่นเลย"  เบอร์ทอ้างความจำเป็นที่จะต้องหนีไปจากที่นี่

        "ยากส์"  มีทขัดขึ้น

       "ประการแรกโทรศัพท์เสียเพราะก่อนจะมานี่ เราก็ลองดูแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ประการที่สอง ถังนั่นมันอยู่ในห้องใต้ดิน และที่ห้องใต้ดินก็มีไอ้สัตว์นรกอยู่ตัวหนึ่ง ตัวที่กัดสมองไอ้ซูไซด์น่ะ เพราะฉะนั้นหากจะลงไปในห้องใต้ดินได้ ก็ต้องเล่นมันซะก่อน"

       "เอางี้  ลงไปคุยกันที่ห้องดองศพดีกว่า จะได้วางแผนกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป ฉันอยากจะขนของจำเป็น ตะปู ค้อน ลงไปไว้ที่นั่นด้วย"  เออร์นี่ชักชวนทุกคน

        "จะอยู่ที่นี่จริงๆ รึ?" มีทถามถื่อความแน่ใจ

       "นโยบายทางการทหาร  เขายังต้องมีแผนหนึ่งแผนสอง เราก็เหมือนกัน..."

   

  **จบบทที่ 17 **

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry