Categories

Books

Night of the living dead : แค้นผีนรก

posted on 31 Jan 2008 15:06 by bookaholic  in Books

              ครับ ก่อนอื่นก็ต้องบอกเจตนารมย์ของการทำblogนี้ของผมก่อนนะครับ ผมเป็นคนที่รักและคลั่งไคล้กับหนังประเภทศพเดินได้ อสุรกาย สัตว์ประหลาด ผีๆ สางๆ  มนุษย์ด่างดาว และเหตุการณ์ลี้ลับทุกแขนง ดังนั้นblog นี้จึงเกิดมาเพื่อสนองneed ของผมเองล้วนๆ ฮี่ๆๆ  ก็เลยอยากจะแบ่งปันสิ่งที่มีอยู่สิ่งที่รู้ให้กับเพื่อนๆ เพื่อหวังจะแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นหรือความรู้ใหม่ๆ กันบ้างนะครับ สำหรับหนังสือที่ผมจะนำมาลงนั้นก็ต้องอยู่ใน concept คือเมื่อไหร่จะแปลหรือจะพิมพ์ใหม่สักที หรือหนังสือที่ผมคิดว่าน่าสนใจและแน่นอนแหวะๆ หยองๆ หรือลี้ลับในแบบที่ผมชอบ อิอิ  

    

ปฐมฤกษ์เบิกblogนี้ ผมก็เลยขอนำเสนอผลงานที่แฟนานุแฟนของหนัง Zombie รู้จักกันดีก็คือ  Night of the living dead (แค้นผีนรก) เขียนโดย จอห์น รุสโซ เล่มที่อยู่ในมือผมนี้แปลโดยคุณนัทยา จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บุญชัย พ.ศ.2528 โน่นแน่ะ  จอร์น รุสโซ นี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นเขาคือเจ้าของบทประพันธ์ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับหนุ่มคนหนึ่งนั่นคือ จอร์จ เอ โรเมโร่ (George A Romero) นำไปสร้างเป็นภาพยนต์ไตรภาคชุด dead ซึ่งกลายเป็นตำนานไปแล้วนั่นเอง ไตรภาคทั้ง 3 ประกอบด้วย

 

  • Night of The Living Dead (1968)
  • Dawn Of The Dead (1978)
  • Day of the Dead (1985)

     สำหรับนวนิยายเรื่อง Night of the living dead (แค้นผีนรก)นี้ ได้มีการแปลถ่ายทอดถึง 17 ภาษา และจัดสร้างเป็นภาพยนต์สยองขวัญคลาสสิคตามที่ข้างต้น  นอกจากนี้ จอร์น รุสโซ่ ซึ่งสำหรับผมแล้วถือว่าเป็นราชาแห่งนวนิยายสยองขวัญพอๆ กับ สตีเฟ่น คิงส์ (บางเรื่อง) เลยทีเดียว นอกจากสามเรื่องที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ในเมืองไทยที่นำไปสร้างเป็นภาพยนต์ถึง3 ภาคอีกด้วยกันก็คือ Return of the living dead (เล่มนี้จะเอาลงต่อจากแค้นผีนรกครับรายละเอียดค่อยว่ากันอีกที)    Night of the living dead (แค้นผีนรก) มีทั้งหมด 22 บท ผมจะเอาลงทีละบทนะครับ หรืออาจจะมากกว่าแล้วแต่ว่าเมื่อยมือแค่ไหน อิอิ  

 

  **  Night of the living dead :  บทที่ 1 **      

         

  คุณลองคิดดูว่า หากคนๆ หนึ่งที่เคยมีชีวิตอยู่ แต่ต้องมาตายลงไป ไม่มีโอกาสที่จะรู้ร้อน...รู้หนาว...รู้เจ็บ...รู้ปวด...รักใคร่แหนหวง...อยากรู้อยากเห็น...ไม่รู้กลางวัน...กลางคืน...ไมรับรู้ความเป็นไปของสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้อีกแล้ว...ถ้าคุณเป็นคนๆ นั้น คุณจะรู้สึกอย่างไรบ้าง          

บางครั้งความตายอาจจะเป็นสิ่งน่าถวิลหา...น่าพานพบประสบนัก...แต่บางครั้งก็อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรเลย   การมีชีวิตในโลกนี้อยู่ช่วงหนึ่งแล้วก็มีอันเป็นไป...ต้องตายดับลงไป...อยากจะรู้นักว่าตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ กับตอนที่ตายไปแล้วนั้น มันจะมีความแตกต่างกันมากเพียงใด          

คิดไปคิดมา บางทีชีวิตหลังความตายอาจจะเป็นชีวิตที่น่าพิสมัย และน่าอิจฉาที่สุดก็อาจเป็นได้ ชีวิตของเขาหลุดพ้นแล้วจากความยุ่งเหยิงของโลกนี้...หมดสิ้นแล้วจากความรู้สึกทั้งมวล ...หมดสิ้นแล้วความตาย         

 เขาอาจจะเป็นคนที่โชคดีที่สุดก้ได้ที่ตายไปแล้ว...อาจจะโชคดีที่ได้สัมผัสกับคนตายด้วยกัน...เขาหมดสิ้นแล้วจากความเจ็บปวด...หมดสิ้นแล้วจากความรู้สึกที่กลัวว่าความตายจะเยือนเข้าสักวันหนึ่ง...หมดสิ้นแล้วจากทุกสิ่งทุกอย่าง           

 เขาไม่ต้องมีชีวิตวุ่ยวายอยู่ในโลกนี้ ไม่ต้องตายอีกแล้ว ไม่มีความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น...ไม่รู้จักเจ็บปวด ไม่ต้องคิดห่วงกังวลที่จำการใดให้สำเร็จลุล่วงไป ไม่ต้องคิดห่วงว่าจะต้องทำอะไรอีก ไม่ต้องพะวงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหลังจากที่ตายไปแล้ว...หมดห่วง...หมดกังวลแล้วจากสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้  อนิจจัง ไม่เที่ยง        

ชีวิตคนเราบางครั้งก็ไม่น่าพิสมัยนัก...ไม่ได้สวยสดงดงาม...ไม่น่าอภิรมย์สมกับที่ควรจะเป็น...เพราะฉะนั้นหากมันจะต้องถึงกาลเวลาแตกดับไป ก็คงจะไม่มีอะไรแตกต่างกันนัก        

ชีวิตของคนเราไม่ว่าจะรุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาลเพียงใด ก็ต้องแตกดับทับถมลงในหลุมฝังศพ...บั้นปลายของชีวิตมิมีผู้ใดสามารถจะหลีกเลี่ยงได้ไซร้ซึ่งความตาย...ชีวิตใหม่หลังความตาย...ใครล่ะจะรู้ซึ้งว่าสุขสมเพียงใด...ชีวิตใหม่ที่ไม่อินังขังขอบกับเรื่องราวเก่าๆ ของชีวิตเก่าๆ ที่ต้องประสบพบพานกับความตาย...ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงไปพ้น       

สิ่งที่แน่นอนทีสุดในชีวิตคือความตาย ทุกชีวิตต้องเดินทางไปสู่หลุมฝังศพ...คนจนคนรวยก็ต้องม้วยมรณา !  ไม่ว่าจะยากดีมีจน หรือรวยล้นฟ้า...มัจจุราชก็มิเคยปรารีผู้ใดทั้งสิ้น...มัจจุราชจะเป็นผู้กำหนดให้สรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายในโลกนี้ มีค่าเท่ากันหมด...เมื่อทุกคนถึงแก่ความตาย        

ทำไมมนุษย์หนอมนุษย์จึงต้องกลัวความตาย ?!  ในเมื่อมันทำให้เราไม่รู้จักเจ็บปวด ...ไม่รู้สึกอะไรเลยทั้งสิ้น มนุษย์เอย มัจจุราชอาจจะมาเยี่ยมกรายเข้าสักวันอาจจะเป็นไปได้โดยปัจจุบันทันด่วน ไม่รู้ตัวล่วงหน้ามาก่อน และไม่ทันได้รู้สึกเจ็บปวด        

มัจจุราชจะเป็นผู้กำหนดวาระสุดท้ายแห่งความเจ็บปวด  แล้วทำไมมนุษย์จึงต้องกลัวความตาย!! หากคนที่ตายแล้วได้กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา เขาคงจะเล่าอะไรต่อมิอะไรให้เราฟัง และเราคงจะได้เรียนรู้ประสบการณ์แปลกใหม่หลายสิ่งหลายอย่าง จากผู้เคยตายเหล่านั้น หากเพียงแต่เขาได้มีชีวิตกลับคืนมาจากพญามัจจุราชเท่านั้น !       

คนเหล่านั้นอาจจะเป็นเพื่อนสนิทของเราหรืออาจจะเป็นศัตรูคู่แค้นของเราก็ได้  หากเพียงแต่เราจะมีมิติที่สี่หรือมีญาณพิเศษพอที่จะติดต่อกับสัมภเวสีเหล่านั้นได้ ก็จะทำให้เรามวลมนุษย์ซึ่งไม่เคยมีผู้ใดและครั้งใดเลย ที่จะเอาชนะความรู้สึกกลัวความตายของตัวเองได้...เลิกกลัวกันเสียที       

             รัตติกาลเริ่มโรยตัวลงอย่างรวดเร็ว ณ โบสถ์ เล็กๆ แห่งนั้น...แสงเรืองๆ จากดวงไฟน้อยแรงเทียนส่องสว่างขึ้น เพื่อขับไล่ความมืดให้จางไป โบสถ์แห่งนี้อยู่ห่างจากถนนใหญ่มาก ซุกตัวเองสงบเงียบอยู่ท่ามกลางดงต้นเมเปิล หากไม่เห็นโบสถ์ก่อนที่ความมืดจะมาเยือนแล้ว เชื่อแน่ว่าจะไม่มีใครคิดว่า ณ ที่แห่งนี้จะมีโบสถืเล็กๆ ตั้งอยู่        เป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้ คือป่าช้าหลังโบสถ์ ทั้งสองต้องใช้เวลาคลำหาเส้นทางอยู่นานเกือบสองชั่วโมง ขับรถวนหาแล้วหาอีก ในที่สุดก็ต้องขับรถแยกจากถนนใหญ่เข้ามาตามถนนลูกรังเล็กๆ แล้วตัดแยกออกไปอีกถนนหนึ่งซึ่งขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อลึกเต็มไปด้วยรอยล้อรถและรอยบังโกลนรถยนต์ที่ครูดไปตามถนน รถต้องวิ่งไปช้าๆ เพราะความขรุขระของถนน เสียงบังโกลนรถยนต์ที่ครูดไปตามผิวถนนก่อให้เกิดเสียงเสียดแทงความรู้สึกอย่างรุนแรง ฝุ่นกระจายปลิวฟุ้งเข้าหน้าตาจนแทบจะหายใจไม่ออก        ทั้งสองพี่น้องต้องการมาเคารพศพพ่อ ที่ร่างถูกฝังอยู่ในสุสานแห่งนี้ จอห์นี่ จอดรถไว้ที่ถนนด้านหน้าสุสานใกล้กับเทอร์เรซซึ่งมีหญ้ารกขึ้นปกคลุมไปทั่ว บาร์บาร่าน้องสาวของเขาจ้องหน้าพี่ชายนิ่ง ก่อนที่จะถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความรู้สึกกึ่งเหนื่อย กึ่งกังวลและกึ่งโล่งใจส่วนจอห์นนี่ก็เงียบเฉยไม่พูดอะไร ท่าทางดูหงุดหงิด เขายกมือขึ้นดึงเนคไทซึ่งหลุดหลวมให้เข้าที่เข้าทาง สายตานั้นมองตรงไปยังกระจกมองข้างซึ่งเป็นสีขาวขุ่นมัวเพราะฝุ่น         จอห์นนี่ยังไม่ยอมดับเครื่อง หล่อนก็รู้ว่าทำไมหรือว่าพี่ชายของหล่อนต้องการจะแกล้งให้หล่อนต้องอึดอัดร้อนรุ่มไปดับความร้อนของเครื่องยนต์ เพราะที่จริงเขาไม่อยากมาที่นี่ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะฉะนั้นก็เลยแกล้งซะให้รู้แล้วรู้รอดไป...ก็หล่อนอยากทำเรื่องยุ่งนัก...ท่าทางเขาเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลียและอึดอัดกับบรรยากาศสงบเงียบวังเวงที่โรยตัวอยู่โดยรอบ ก่อให้เกิดความรู้สึกเย็นเยียบเข้าขั้วหัวใจทั้งที่ก่อนหน้าจะมาถึงนี่สักสองชั่วโมงเห็นจะได้ขณะที่ขับรถวนเวียนหาทางมาที่สุสานแห่งนี้ เขายังพูดตะคอกใส่หล่อนอยู่ตลอดเวลาด้วยความฉุนเฉียวกับความเอาแต่ใจตัวที่จะมาที่นี่ให้ได้ของหล่อน  ยิ่งตอนที่รถกระดอนแรงๆ หลายครั้งเพราะหลุมใหญ่ตามถนนก็ยิ่งทำให้เขาหัวเสียหงุดหงิดฉุนเฉียวมากยิ่งขึ้น        

          จอห์นนี่อายุ 26 ปี บาร์บาร่าน้องสาวอายุ 19 ปี อ่อนแก่กว่ากันหลายปีอยู่ แต่ดูท่าทางหล่อนกลับเป้นผู้ใหญ่มากกว่าผู้เป็นพี่ชายอีกและจากการที่เติบโตมาด้วยกัน หล่อนก็เข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของผู้เป็นพี่ชายได้ดีและรู้ด้วยว่าหากเขาเกิดอารมณ์เสียขึ้นมาหล่อนควรจะทำตัวอย่างไรบ้าง       

      หล่อนลงมาจากรถอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้เขานั่งจ้องกระจกมองข้างอยู่อย่างนั้น  ทันใดนั้นเองวิทยุซึ่งเปิดทิ้งไว้แต่ไม่มีเสียงมาตั้งนานแล้ว เกิดดังเหมือนเสียงคนพูดขึ้นมาเฉยๆ แต่จับความไม่ได้ว่าพูดว่าอะไร จอห์นนี่เบิ่งมองวิทยุเหมือนกับไม่เคยเห็นมาก่อน เขาจับปุ่มเปิดแล้วหมุนไปหมุนมาหาคลื่นอย่างรวดเร็ว...แต่เปล่า...ทุกอย่างยังคงเงียบกริบเหมือนเดิม      

"เออ แปลกดีโว้ย "  เขาบ่นอย่างหงุดหงิด ทำไมเหตุการณ์วันนี้ถึงได้พิลึกพิลั่นชอบกล...เลือดในกายเย็นเฉียบขึ้นมาเฉยๆ วิทยุซึ่งเงียบกริบเหมือนกับรับคลื่นไม่ได้มาตั้งนาน กลับดังขึ้นมาเฉยๆ เหมือนเสียงคนพูด      

"วิทยุมันเสียจริงหรือเปล่าวะ อยู่ๆ เสือกดังขึ้นมาเฉยๆ แล้วเงียบไป หมุนเท่าไหร่ก็ไม่ติดอีก บ้าชิบหาย "        วิทยุในรถทำให้เขาเดือดปุดๆ ขึ้นมาอีก อะไรกันนักกันหนา หากวิทยุเสียจริงมันก้ไม่ควรจะมีเสียงอะไรเลย แต่นี่กลับดังเหมือนเสียงใครพูด ครั้นพอเอาเข้าจริงก้กลับหยุดไปเฉยๆ จะเอายงไงก้เอาซะอย่างจะดับก็ดับไปเลยไม่ใช่ผลุบๆ โผล่ๆ เดี๋ยวดังเดี๋ยวหยุดอย่างนี้ ทำอย่างกับผีหลอกแน่ะ... ประสาทจะกินตาย       

เขาหมุนหาคลื่นอยู่อีกสักพักใหญ่ หมุนไปหมุนมา หมุนมาหมุนไป เขาคิดว่าตนเองได้ยินคำว่า ฉุกเฉินนะ แต่มันไม่ค่อยชัดเพราะมีเสียงรบกวนครืดคราด ดังแทรกอยู่ตลอดเวลา  เขาหมุนแล้วหมุนอีก แต่เปล่าทั้งเพ วิทยุเฮงซวยไม่มีทีท่าว่าจะมีเสียงขึ้นมาได้เลย        

"แม่ง...เอ๊ย "  จอห์นนี่สบถออกมาลั่น กระแทกกุญแจดับเครื่องยนต์ เขายัดกุญแจลงกระเป๋าแล้วออกมานอกรถ กระแทกประตูปิดดังปัง เขามองหาบาร์บาร่าแต่ไม่พบ นึกขึ้นมาได้ถึงพวงหรีดที่จะเอามาเคารพศพพ่อจึงเปิดประตูหยิบออกมาแล้วกระแทกประตูปิดโครมใหญ่ เขาประคองถุงกระดาษสีน้ำตาลที่ใส่พวงหรีดไว้ในอ้อมแขน สายตาสอดส่ายหาบาร์บาร่า      

"อีบ้า...ไม่คอยเลย "   เขากราดเกรี้ยวกับตัวเองเมื่อหาหล่อนไม่พบ        หล่อนเดินทอดน่องเอื่อยๆ ขึ้นไปยืนชมวิว บนเทอร์เรซ  ต้นไม้สูงใหญ่บริเวณนั้นเห็นเป็นเงาตะคุ่มๆ ในความมืดเหมือนมีอสูรกายมายืนแฝงตัวอยู่               

บริเวณนั้นเป็นป่าทึบ  แน่นขนัดไปด้วยต้นไม้นานาชนิด ลมเย็นเยือกพัดผ่านทำให้ผิวกายหนาวสะท้านขึ้นมาจับจิต  บรรยากาศเงียบสวบวังเวงเหมือนกับกะกล่อมนิทราผู้ที่นอนสงบนิ่งอยู่ในสุสานแห่งนี้       เขาสาวเท้าตามหล่อนมาอย่างรวดเร็ว ในที่สดก็ทันกันที่เทอร์เรซ       "

พี่ดูซิ โบสถ์นี่สวยดีนะ เงียบดีด้วย ต้นไม้เต็มไปหมดเลย "  หล่อนชวนคุย ทำใจดีสู้เสือ        โบสถ์แห่งนี้ก่อสร้างตามแบบโบสถ์ทั่วๆ ไปในชนบท ตัวโบสถ์ทำด้วยไม้ทาสีขาว หอคอยสีแดงทรงสูง แคบ มีหน้าต่างกระจกสีตามแบบสถาปัตยกรรมสมัยเก่า        

"นี่แม่คุณแม่ทูนหัว จะทำอะไรก็รีบทำๆ ซะให้มันเสร็จ ไม่ใช่มายืนชมนกชมไม้อยู่ "  จอห์นนี่พูดเสียงขุ่น        "มืดลงทุกทีแล้วนะ  แล้วยังต้องขับรถกลับบ้านอีกตั้งสามชั่วโมง...เบื่อชิบหา..ย เลย"        หล่อนแบะปาก ยักใหล่ใส่เขาท่าทางไม่ยี่หระแล้วเดินนำหน้าลงไปตามทางเดินข้างโบสถ์ ที่บริเวณนั้นเป็นที่โล่ง มีหินปักไว้เหนือหลุมฝังศพวางเรียงรายไว้เป็นระยะๆ ...ใต้พี้นดินเบื้องล่างนั้น...ก็คือซากศพที่นอนสงบนิ่งไม่ไหวติง...ไม่รับรู้ความเป็นไปของสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้              

ขณะที่เดินผ่านเสียงใบไม้แห้งที่เกลื่อนกราดอยู่บนพื้นดังกรอบแกรบ...ทั้งสองขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้...บรรยากาศเงียบสวัดและวังเวงจริงๆ ไม่มีแม้แต่เสียงหรีดหริ่งเรไร...นอกจากเสียงสวบสาบจากใบไม้พวกนั้น  ทุกอย่างเงียบ...เงียบจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของตนเอง                

 หินเหนือหลุมฝังศพนั้นมีขนาดต่างๆ กัน ตั้งแต่เล็กสุดจนถึงใหญ่สุด ออกแบบไว้อย่างสวยงาม บางอันทำเป็นรูปไม้กางเขน  บางอันทำเป็นรูปปั้นเทพยดาสลักเสลางดงาม...หินเหนือหลุมฝังศพเหล่านี้ อันไหนที่เก่าโบร่ำโบราณ ก็ออกสีน้ำตาลคร่ำ บางทีก็เป็นสีเทาซีด เก่าไปตามกาลเวลาที่ผันแปรเปลี่ยนไปสภาพที่ทรุดโทรมของมัน ดูแล้วแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นหินเหนือหลุมฝังศพอันสวยงาม เพราะสภาพปัจจะบันไม่ต่างกับหินข้างทางก้อนหนึ่งเท่านั้นเอง  สีซีดหม่นคล้ำ กองอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัดวังเวงในบริเวณสุสานแห่งนี้  

ท่ามกลางความมืดเช่นนี้ แสงอ่อนๆ จากดวงจันทร์ทำให้เกิดเงาสะท้อนจากแมกไม้ และหินเหล่านั้นอยู่ทั่วไป นานๆ จึงจะได้ยินเสียงจิ้งหรีดกรีดกริ่งขึ้นมาแล้วก็เงียบหายไป ความวิเวกวังเวงก็กลับมาแทนที่บางครั้งเสียงใบไม้แห้งที่ดังกรอบแกรบยามที่คนทั้งสองย่ำสวบสาบลงไปนั้น ก่อให้เกิดความวังเวงก็กลับมาแทนที่บางครั้งเสียงใบไม้แห้งที่ดังกรอบแกรบยามที่คนทั้งสองย่ำสวบสาบลงไปนั้น ก่อให้เกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นลมเย็นเยียบพัดแผ่วหวีดหวิว   หวีดหวิว  เหมือนเสียงใครคนหนึ่งคร่ำครวญร่ำเรียกหา             

จอห์นนี่หยุดเดิน แต่ตายังคงจ้งมองตามร่างของน้องสาวซึ่งเดินก้มๆ เงยๆ ไปตามแนวของหลุมฝังศพซึ่งเรียงรายอยู่ หล่อนเดินช้าๆ พยายามที่จะไม่ย่ำลงไปบนหลุมอื่นๆ  หล่อนพยายามค้นหาหลุมฝังศพของบิดาของหล่อนเอง จอห์นนี่สงสัยอยากรู้นักว่าการที่เข้ามาอยู่ในสุสานในเวลาค่ำมืด เพียงสองคนเช่นนี้จะทำให้หล่อนเกิดความหวาดกลัวหรือไม่ เขาอยากจะแกล้ง น้องสาวให้สาสมกับความวุ่นวายของเจ้าหล่อน ที่ทำให้เขาต้องขับรถมาไกลถึงสองร้อยไมล์เพื่อมาวางหรีดบนหลุมศพพ่อ  ชะมัด  งี่เง่า ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งโกรธและอยากแกล้งหล่อนซะจริงๆ  

"พี่จำได้หรือเปล่าว่าอยู่แถวไหน ฉันชักจะลืมๆ ซะแล้ว ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรนัก " น้องสาวถามขึ้น  เขาแกล้งทำหูทวนลมไม่ได้ยิน  โมโหนี่หว่า  แต่ก็อด ลอบยิ้มกับตัวเอง ไม่ได้ขณะที่มองตามร่างน้องสาวไป หล่อนเดินก้มๆ เงยๆ พยายามต่อไปโดยไม่ย่อท้อ  แล้วไปหยุดอยู่ที่หลุมศพทุกหลุมซึ่งดูคล้ายกับของพ่อ เขม้นมองชื่อผู้วายชนม์ที่เขียนไว้ หล่อนบอกว่าหล่อนจำหลุมฝังศพพ่อได้ และจำชื่อคนตายที่ฝังอยู่ใกล้ๆ ได้  แต่เพราะความมืดมิด หล่อนจึงคงมองอะไรไม่ค่อยชัดนัก   

"พี่ สงสัยจะผิดแถวซะแล้วละ " ในที่สุดหล่อนก็ร้องขึ้น  "นี่ ไม่มีใครอยู่แถวนี้เลยนะ" จอห์นนี่บอกน้อสาว เพราะเจตนาจะให้หล่อนรับรู้ว่า นอกจากเขาสองคนพี่น้องแล้ว ในสุสานแห่งนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดอยู่อีกเลย            

" ถ้าหากสว่างกว่านี้สักหน่อย เราก็คงจะหาได้ง่ายกว่านี้อีกโขเลย " จอห์นนี่บ่นออกมา "ก็เป็นเพราะพี่นั่นแหละ ตื่นซะสายโด่งเลย หากตื่นเร็วกว่านี้อีกหน่อยก็คงดี.." น้องสาวค้าน แล้วหล่อนก็เงียบเสียงไป ก้มงุดๆ หาแถวอื่นต่ออีก "อาทิตย์นี้จะเป็นอาทิตย์สุดท้ายแล้วนะ ที่ฉันจะทำอะไรให้เราอีก" เขาสำทับ  " นี่แล้วเราจะให้แม่ย้ายมาอยู่แถวนี้ หรือจะย้ายศพพ่อไปฝังไว้ใกล้บ้านดีล่ะ "  พี่นี่... สงสัยจะบ่นแก้บ้าเท่านั้นใช่ไหม"  บาร์บาร่าสวนทนควัน  " ทำอะไรประสาทไปได้ รู้ก็รู้อยู่ว่าแม่ป่วย ไม่แข็งแรงพอที่จะขับรถมาไกลๆ งี้ได้หรอก"             

สายตาของจอห์นนี่ สอดส่ายไปมาจนพบหลุมศพหลุมหนึ่ง ซึ่งดูคุ้นตาอยู่ เขาจ้องมองอย่างสำรวจตรวจตราพินิจพิคราะห์ และในที่สุดก็จำได้ว่านั่นคือหลุมของพ่อ ทีแรกเขาคิดว่าจะไม่บอกบาร์บาร่าแกล้งให้หาต่อไปก็คงดี แต่คิดได้ว่าขืนแกล้งหล่อนต่อไปอีก มันก็จยิ่งดึกเข้าไปทุกที ๆ  "สงสัยหลุมนั้นจะเป็นของพ่อ ลองดูซิ" เขาพูดเสียงเรียบ บาร์บาร่ารีบเดินตรงไปดูทันที หล่อนพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เดินย่ำลงไปบนหลุมศพอื่นๆ  "อุ๊ย.. ใช่จริงๆ ด้วย"  หล่อนร้องออกมาอย่างลิงโลด   

"ดีใจไหมค่ะพี่ที่เราหาเจอ ..  แหมมันน่าจะเจอซะนานแล้วนะ" เขาเข้ามาช่วยน้องสาว ตรวจดูชื่ออีกทีจนแน่ใจจึงหยิบเอาพวงหรีดออกมาจากถุงกระดาษ  "เออ แปลกนะ ทำไมฉันจึงจำหลุมพ่อไม่ค่อยได้ก็ไม่รู้" เขาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น  "ลักษณะหลุมคล้ายๆ กันอย่างนี้มีอยู่ตั้งเยอะแยะ แล้วศพข้างพ่อก็เหมือนกัน ฉันจำชื่อได้ไม่กี่คนหรอก..  น้อยมาก"  "แหมพี่ ฉันน่ะจำได้แม่นยำเลยละ" หล่อนตอบเสียงใน   "ตอนพ่อตายน่ะฉันยังเด็กกว่านี้ตั้งเยอะแยะเชียวนะ"                 

ทั้งสองคนพี่น้องยืนจ้องพวงหรีดอยู่ครู่หนึ่ง พวงหรีดนั้นทำด้วยพลาสติกสีใสมีข้อความทำด้วยตัวหนังสือสีทองไว้อาลัยอยู่ข้างล่างว่าระลึกถึงนิรันดร์ และข้าล่างสุดทำเป็นโบว์พลาสติกสีแดง จอห์นนี่หัวเราะหึ ๆ          

"นี่เป็นเพราะแม่ยังจำได้ไม่มีวันลืมน่ะซะ.. เราถึงต้องขับรถมาตั้งไกลสุดกู่เช่นนี้ เพื่อจะมาวางหรีดให้" หลังจากวางหรีดแล้ว เขาก็ตรวจดูความเรียบร้อยจนกระทั่งพอใจ         

"พี่ ขอวเลาห้านาที"  บาร์บาร่าพูดขึ้น แล้วคุกเข่าลงสวดมนต์หน้าหลุมฝังศพของพ่อ จอห์นนี่ขยับพวงหรีดหน้าหลุมศพให้เข้าที่เข้าทางกว่าเดิม พอเสร็จเขาก็จัดแจงเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อย ปัดฝุ่นที่ติดอยู่ตามเนื้อตัวออก         

 "สงสัยว่าจะไม่ใช่ห้านาทีแล้วนะ ..  คงห้าชั่วโมง.. หกชั่วโมงมากกว่า  อย่าลืมซะล่ะว่าระยะทางมันไกล ขับรถไปกลับน่ะใช้เวลาถึงหกชั่วโมงเชียวนะไม่ใช่น้อยๆ แล้วยังต้องมาเสียเวลาอยู่ที่นี่อีกไม่น้อยกว่าสองชั่วโมง เบื่อจัง เร่งหน่อยได้ไหม" ท่าทางเขาหงุดหงิดมากขึ้น                 

หล่อนหยุดสวดมนต์  ทำหน้าเครียดเงยขึ้นมองเขา พี่ชายจึงหุบปากนิ่งแล้วมองพื้นดิน แต่ก็ยังจุ๊ปากจิ๊กจั๊กแสดงอาการไม่พอใจอยู่ จอห์นนี่เดินเอามือล้วงกระเป๋า เดินไปเดินมาอยู่แถวนั้นเพื่อฆ่าเวลา บาร์บาร่าเริ่มสวดมนต์ต่ออีก           

"ฮี่โธ่ โว๊ย..  สวดบ้าบอคอแตกอะไรก็ไม่รู้เสียเวลาจังเลย มืดจะตายห่ะ... อยู่แล้ว ไม่รู้เมื่อไรจะเสร็จซะที"  เขาด่าอึงอยู่ในใจ พร้อมกันนั้นสายตาก็สอดส่ายไปทั่วบริเวณสุสานซึ่งมืดครึ้ม วังเวงบรรยากาศยามนี้ไม่น่าอภิรมย์เลย เขาอยากให้หล่อนรีบสวดๆ ให้เสร็จ จะได้ออกไปให้พ้นจากไอ้สุสานบ้าๆ นี่ซะที ทรมานความรู้สึกชะมัดเลย                  

ความมืดทำให้มองเห็น เหมือนกับว่า หินบน หลุมฝังศพเหล่านั้น มีน้อยกว่าปกติ เท่าที่เห็นได้ก็คือหินแผ่นใหญ่เท่านั้น บริเวณส่วนที่อยู่ไกลออกไปนั้น จอห์นนีมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืดมิด                

นอกจากความมืดแล้วความเงียบยังเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งสร้างความประหวั่น พรั่นพรึงให้เกิดขึ้น ส่วนบริเวณที่อยู่ไกลออกไปนั้น มองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากสีดำเสนิทของรัตติกาล มันเงียบและเย็นกว่าปกติ จากความเงียบจนน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ทำให้เสียงหวีดหวิวยามค่ำคืนฟังดูลึกลับ น่าหวั่นไหว และขนพองสยองเกล้าจนบอกไม่ถูก ดูๆ ไปแล้ว คงไม่มี สิ่งที่เรียกว่ามนุษย์ ในสุสานนี้อีกหรอกนะเพราะมันเงียบ.. เงียบจริงๆ                 

เมื่อสายตาเริ่มชินกับความมืดแล้ว จอห์นนี่ก็เห็นร่างของใครคนหนึ่ง ปรากฎขึ้นท่ามกลางหิน หลุมฝังศพเหล่านั้น คน ๆ นั้นเคลื่อนตัวไปมาเหมือนกับกำลังเดินอยู่ "สงสัยจะเป็นสัปเหร่อ หรือไม่ก็คงเป็นญาติโกโหติกาของคนตาย ดันมาซะดึกเหมือนเราเลย แล้วมายังไงกันคนเดียว บ้า" จอห์นนี่คิดพลางยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา          

"นี่เราเร็วๆ หน่อย คงไม่สวดอยู่จนกระทั่งเช้าหรอกนะ" บาร์บาร่า ทำเป็นไม่ไดยินคำพูดเหน็บแนมของพี่ชาย หล่อนยังคงหลับตาสวดมนต์พึมพำต่อไป เหมือนกับจะแกล้งถ่วงเวลาไว้ ทำให้เขาหงุดหงิดกระสับกระส่ายมากขึ้น จอห์นนี่จุดบุหรี่สูบ พ่นควันโขมงเพื่อดับอารมณ์พลุ่งพล่านของตัวเอง                

ในที่สุดก็ต้องสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ บริเวณนั้นอีกครั้ง ใช่แล้ว.. มีคนจริงๆ ด้วย ... คน ๆ นั้นกำลังเดินอยู่ตามหลุม จอห์นนี่พยายามเพ่งมอง แต่มันก็มืดมากจริงๆ คงมองเห็นแต่เป็นเพียงรูปร่างคนเท่านั้น ร่างนั้นผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ตามแนวแมกไม้และหลุมฝังศพ และดูเหมือนว่าคนๆ นั้นกำลังเดินตรงมาที่ที่เขายืนอยู่ จอห์นนี่หันกลับมาจะพูดอะไรกับน้องสาว แต่ก็ยังไม่ทันได้พูดอะไรเพราะบาร์บาร่าสดมนต์ จบพอดีและกำลังทำมือเป็นรูปไม้กางเขน ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนหล่อนเดินเคียงคู่มากับพี่ชายอย่างเงียบเชียบช้าๆ จอห์นนี่พ่นควันบุหรี่ปุ๋ย               

ขณะที่ก้าวเดินไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อนเท้าของเขาก็ไปเตะเอาก้อนหินเข้า "เป็นไง สวดมนต์ให้ผีสางเทวดาจนลืมไปเลยนะ" เขาเริ่มเหน็บแนมหล่อนอีกหลังจากที่เงียบอยู่นาน            

"พี่ การสวดมนต์และการเข้าโบสถ์น่ะ จะช่วยชำระล้างจิตใจของคนให้สะอาดนะ  พี่พูดยังกับว่าเป็นคนนอกศาสนาแน่ะ"   หล่อนเถียงไม่ลดละ            

"เออใช่ ปู่เคยด่าฉันเอาไว้ไงล่ะ ลืมแล้วหรือแกบอกว่าฉันจะต้องตกนรกหมกไหม้ ตอนนั้นน่ะเรามาสวดมนต์กันที่นี่ แล้วฉันแกล้งเรา แอบกระโจนเข้าใส่ข้างหลังไงละ เราร้องกรี๊ดไปเลย ปู่โกรธเป็นบ้าเป็นหลัง ฮิ ฮิ ด่าแสบชะมัด แถมยังแช่งชักหักกระดูกซะอีก"    แล้วเขาก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ  

          "ที่นี่แหละหล่อน เคยร้องกร๊ดกร๊าดตกใจ กลัวมาแล้ว ตอนที่ฉันแอบต๊กกะใจน่ะ จำได้ไหมล่ะตรงนี้ ตรงนี้ไงจำได้รึ เปล่า" 

            "บ้า"หล่อนตลาดพี่ชายด้วยความรำคาญ แต่ก็ยิ้มออกมาเพื่อแสดงว่า หล่อนไม่ได้กลัวเขาแล้ว แต่หล่อนก็รู้ว่ามันมืดๆ เหลือเกิน จนพี่ชายไม่มีทางเห็นรอยยิ้มของหล่อนหรอก          

 

"กลัวใช่ไหมล่ะ รู้นะว่า ตอนนี้ยังกลัวอยู่" พี่ชายไม่ยอมหยุดง่ายๆ "ฉันรู้นะว่าเราน่ะกลัวผีในหลุม กลัวผี ใช่ไม๊ล่ะ บอกมาซะตามตรง นี่หากผีมันหลอกเรา เราจะทำยังไง ฮี แม่ตัวดี จะวิ่งหนีหรือสวดมนต์" เขาหมุนตัวไปรอบๆ แล้วโถมตัวเมาทำหน้ถมึงทึงใส่หล่อน ทำท่าเหมือนกับจะกระโจนเข้าขยุ้มคอ  "หยุด บอกให้หยุดได้ยินไหม"  หล่อนตวาดพี่ชายเสียงดัง "บอกมาซิว่ากลัวใช่ไหมล่ะ" "ไม่ ไม่กลัว แต่อย่างเล่นบ้าๆ อย่างนี้ มันค่ำมืดดึกดื่นแล้ว" หล่อนร้องเสียงแหลม "บอกมาก่อนซิว่ากลัวผีใช่ไหม... ผีน่ะกลัวไหม" "บอกให้หยุด "ได้ยินไหม หยุด หยุด เดี๋ยวนี้นะ"  หล่อนกรีดเสียงดังขึ้น          

 

"ผีมันกำลังลุกออกมาจากหลุม บาร์บาร่า มาแล้ว! นั่นไง มันกำลังตรงมาที่แล้ว! ดูซิ มาแล้ว!!" เขาทำเสียสั่น ยานคาง ขณะที่ลมเย็นพัดวูบยะเยือกไปทั่วสันหลัง ความเย็นและวังเวงทำให้เกิดอาการหนาวสั่นขึ้นมาจนจับขั้นหัวใจของหล่อน จอห์นนี่ชี้มือไปที่ร่างตะคุ่มๆ ที่เห็นอยู่ใกล้ๆ ... ใช่หัปเหร่อหือเปล่าก็ไม่รู้ซิ ท่าทางเหมือนกับกำลังเดินตรงมาที่นี่  แต่ก็มืดมากจนเห็นอะไรไม่ชัด            "นั่นไง ผีมาตาโบ๋ มาหลอกเราแหงเลย มันคงตายไปนานนะ แต่ตอนนี้ละมันดันทะลึ่งลุกขึ้นมาอีก... บาร์บาร่า รรร... " เขาทำเสียงพูดช้าๆ ยานคาง          

 

"บอกให้หยุดได้ยินไหม เดี๋ยวมันก็ได้ยินหรอกเป็นบ้าไปแล้วเหรอ" เสียงของหล่อนสั่นสะท้าน ไม่รู้เป็นเพราะบรรยากาศยามนั้น หรือเป็นด้วยลมเย็นยะเยือกที่พัดมากระทบผิวกายก็ไม่รู้ แต่จอห์นนี่ไม่สนใจคำพูดของหล่อนเลย แกล้งวิ่งหนีหล่อนไปแอบที่ต้นไม้ "พี่ ทำไมถึงเล่นบ้าๆ อย่างนี้นะ..." หล่อนร้องเสียก้อง พร้อมรีบเดินตัดทางลัดออกไป              

 

           ซึ่งก็เป็นขณะเดียวกันกับที่ร่างในความืดนั้น เดินตัดตรงเข้ามาหล่อนอย่างช้าๆ และมาทันกันตรงทางแยกพอดี บาร์บาร่ารู้สึกประหลาดใจที่เห็นบุรุษในยามรัตติกาล ไม่น่าจะมีมนุษย์หน้าไหนอีกนี่นาที่จะอยู่ในสุสานแห่งนี้ นอกจากหล่อนและพี่ชาย         

"สงสัยจะเป็นสัปเหร่อ หรือไม่ก็คงเป็นญาติพี่น้องของคนตาย" หล่อนคิดพลางยิ้มให้และอ้าปากจะทักทาย.. จอห์นนี่ยังคงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบอกชอบใจ เสียงหัวเราะกวนๆ ดังลั่นมาจากที่ซ่อนหลังต้นไม้ ...

 

ทันใดนั้นเอง ชายแปลกหน้าคนนั้นก็ยกมือขึ้น ตะครุบหมับเข้าที่ลำคอขาวผ่องของหล่อนอย่างรวดเร็วโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง บาร์บาร่าตกใจจนสุดขีด จะร้องก็ร้องไม่ออก ได้แต่ดิ้นอึกอักๆ สองมือไขว่คว้าตะกุยตะกาย พยายามจะแกะนิ้วที่แข็งหมือนคีมเหล็กนั่นให้หลุดพ้นจากลำคอ บรรยากาศรอบข้างดูอึดอัดแน่นทึบเหมือนกับไม่มีอากาศหายใจ นัยน์ตาของหล่อนเหลือกลาน เพราะความตกใจกลัว จนสุดชีวิต ลมหายใจเริ่มเหลือน้อยเต็มที นิ้วของมันเกร็งรัดแน่นเข้า.. แน่นเข้า หล่อนไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องออกมาสักแอะเดียวหรือนี่!           

 

แต่ก่อนที่ลมหายใจของหล่อนจะขาดรอนๆ นั่นเอง จอห์นนี่ซึ่งหายซ่าเป็นปลิดทิ้งแล้วก็วิ่งรี่พุ่งทะยานเข้าใส่มันโดยไม่รั้งรอ ทั้งสามล้มกลิ้งหลุนๆ จอห์นนี่รีบพยุงตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วระดมกำปั้นใส่มันโดยไม่ยั้ง บารืบาร่าเข้าช่วยพี่ชาย ทั้งเตะ ทั้งถีบและฟาดมันด้วยกระเป๋าถือ.. เพียงอึดใจเดียวทั้งจอห์นนี่ทั้งมันผู้นั้นก็เข้าพันตูกันอีก กอดมั่วกันกลมไม่รู้ใครเป็นใคร บาร์บาร่าหลุดออกมาได้ หล่อนกรีดร้องจนสุดเสียง             

 

        บาร์บาร่าไม่เคยตกใจกลัวอะไรมากอย่างนี้มาก่อนเลยในชีวิต อยากจะวิ่งเตลิดไปให้สุดฝีเท้า แต่ก็สุดแสนเป็นห่วงพี่ชาย จะช่วยหรือก็ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร ละล้าละลัง ห่วงหน้าพะวงหลังเหลือเกิน ในความืดของรัตติกาล ดูหมือนว่ามันผู้จู่โจมพยายามที่จะบดขยี้ ทุบกระหน่ำและฉีกทึ้งร่างของจอห์นนี่ให้เป็นชิ้นๆ ให้ได้ จอ์นนี่ก็ได้แต่พยายามป้องกันตนเองจนสุดความสามารถ               

          ทั้งคู่ต่างลุกจึ้นมาตั้งหลักและพยายามเข่นฆ่าอีกฝ่ายหนึ่งหใย่อยยับไปกับมือ.. ท่าทางเอาเป็นเอาตาย.. น่าประหลาดจริงๆ  ทำไมท่าทางของมนไม่เหมือนกับมนุษย์ ... เหมือนกับอะไรดีนะ... สัตว์ป่ากระหายเลือดกระมัง? .. ลักษณะการต่อสู้ของมันโหดร้ายทารุณผิดมนุษย์มนา!.. ทั้งกัด ข่วน ฉีก ขย้ำ ทิ้งกระชาก.. มันกัดทุกแห่งที่กัดได้ ทั้งที่มือและคอ..ง จอห์นนี่ต่อสู้จนสุดฤทธิ์ บาร์บาร่ามองอะไรไม่ชัดเลย เห็นเพียงลางๆ แค่ร่างของคนสองคน ซึ่งดูเหมือนคนหนึ่งกำลังกัดอีกคนหนึ่ง หล่อนกลัวเหลือเกิด กลัวว่าจอห์นนี่จะพลาดพลั้ง หล่อนไม่มีทางรู้เลย่าใครเป็นใคร  ไม่รู้ว่าใครกำลังจะเสียเปรียบได้เปรียบ ใครกำลังแพ้กำลังชนะ ใจหนึ่งหล่อนก็อยากวิ่งผละหนีเอาตัวรอด แต่ก็เป็นห่วงพี่ชายเพราะยังไม่รู้ชะตากรรมว่าจะเป็นอย่างไท้งๆ ที่อยากจะช่วยใจแทบขาด ห่วงแสนห่วง แต่ก็นั่นแหละ หล่อนไม่รู้... ไม่รู้จริงๆ ว่าจะช่วยได้อย่างไร  

 

             หล่อนกรีดร้องขอความช่วยเหลือจนสุดเสียง กีดให้ดังมากพอๆ กับความกลัวที่ประดังประเดเข้ามา หล่อนรู้ดีว่าในบริเวณนั้นนอกจากสามคนนี้แล้ว จะไม่มีสิ่งอื่นใดที่เรียกว่ามนูษย์หลงเหลืออยู่อีกเลย ไม่มีใครอยู่ในทีนั้นเลยจริงๆ คุณพระช่วย! คงไม่มีใครมีวันได้ยินเสียงร้องของหล่อนแน่ๆ ... ร่างสองร่างที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่บนพื้นดินกลิ้งหลุนๆ ไปด้วยกัน เสียงขบกัด ฉีกทึ้งกระชาก...และเสียงคำรามเหมือนสัตว์ป่า ฮือ...ฮือ...ฮือ...ในความมืดทมึนนั้น หล่อนเห็นร่างๆ หนึ่งเป็นผู้ประสบชัยชนะ

 

            เพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้นหล่อนก็เห็นร่างๆ นั้นกระแทกกำปั้นลงไปบนหัวของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างรุนแรง สายตาของบาร์บาร่าเหลียวไปเห็นกิ่งไม้กิ่งหนึ่งยื่นออกมาจึงหักมาถือไว้  แล้วก้าวเข้าไปประชิดร่างที่เห็นในความมืด เพื่อจะมองเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นเฉพาะหน้านั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น อึ้ก...อั๊ก..อึ้ก...เสียงกำปั้นหนักๆ ทุบรัวลงมา             

 เสียงดังเหมมือนกับค้อนทุบลงไปบนกระโหลก โพลาะ!...โพลาะ เสียงกระโหลกร้าว บาร์บาร่าหยุดยืเขม้นมองให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วหล่อนก็ได้เห็นร่างที่คร่อมอยู่ข้างบนกำลังทุ่มก้อนหินใหญ่ที่ถืออยู่ในมือลงบนหัวของคู่ต่อสู้โดยไม่นับ แสงจันทร์สีซีดอ่อนซึ่งโผล่พ้นแมกไม้สาดสอ่งลงมากระทบใบหน้าของผู้กำชัยชนะ...ให้ตายเถอะ.. ! ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับบาร์บาร่าขณะนั้น  มันเหมือนกับโลกทั้งโลกดับมืดมิดและกำลังถล่มทลายลงมา          

ในบัดดลนั้นเอง...ผู้ชนะไม่ใช่จอห์นนี่ อีกครั้งหนึ่งที่ก้อนหินใหญ่หนักนั้นถูกทุ่มลงไปบนหัวของจอห์นนี่...หล่อนขาดใจตายไปเลยจริงๆ  จะได้ไม่ต้องรับรู้ภาพและเหตุการณ์ที่สยดสยองน่าสะพรึงกลัวที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า  มันเหวี่ยงก้อนหินในมือบนพื้นดิน หินใหญ่ก้อนนั้นกลิ้นหลุนๆ เข้าไปข้างทาง           

หล่อนเตรียมกิ่งไม้ในมือพร้อมที่จะเข้าฝาดฝันกับมัน...แต่มันก็ยังไม่มีทีท่าจะลุกขึ้นมาเลย คงก้มตัวคู้เข่าอยู่เหนือศพของจอห์นนี่อยู่อย่างนั้น จั๊บ...จั๊บ...จั๊บ...หล่อนได้ยินเสียงประหลาดดังมาจากร่างทีคุกเข่าอยู่ มองไม่ถนัดว่ามันกำลังก้มทำอะไร...แต่เสียงที่ได้ยินนั้น ชัดเจนถนัดถนี่เหลือเกินในความเงียบของรัตติกาลสยดสยองหฤโหดนั้น ...แคว่ก...คว่าก...แคว่ก  เสียงเหมือนกับศพของจอห์นนี่ถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ          

มันไม่สนใจเลยว่าบาร์บาร่ากำลังจ้องมองอยู่...คงก้มหน้าก้มตาทำอะไรง่วน...บาร์บาร่าอยากจะกลั้นใจตายด้วย ความกลัวและความสยดสยองจากเสียงที่ได้ยินนั้น  เส้นประสาททุส่วนของหล่อนดูมันเขม็งเกลียวจนแทบจะขาดผึง....จั๊บ...จั๊บ...จั๊บ..แคว่ก...คว่าก...แค่วก...โอ๊ย...อะไรกันนี่ ...เสียงอะไรกัน...? หล่อนเห็น...เห็นแล้ว...มันกำลังฉีกกระชากร่างของจอห์นนี่ ฉีกออกเป็นชิ้นๆ กล่นคาวเลือดลอยคละคลุ้งไปทั่ว...จากแสงจันทร์สลัวๆ  และก่อนที่มฆดำทมึนจะเคลื่อนตัวเข้าบดบังนั้น  หล่อนแน่ใจว่าเห็นมันกำลังฝังเขี้ยวลงบนใบหน้าของศพจอห์นนี่ !!    

 กรี๊ดด์ด์ด์......กรี๊ดด์ด์ด์.....กรี๊ดด์ด์ด์...หล่อนหวีดร้องออกมาเหมือนคนบ้าเสียสติ ตาเบิ่งโพลงจนแทบจะเหลือกถลนออกมาต่อภาพสยดสยองที่เห็นอยู่เบื้องหน้า หล่อนยืนนิ่งเหมือนกับถูกตรึงอยู่กับที่ ทั้งๆ ที่อยากขยับเขยื้อนแล้ววิ่งหนีไปให้พ้นจากที่นั้น  แต่ก็ทำไม่ได้

                 มันเงยหน้าขึ้นมองหล่อนช้าๆ  เสียงครืดคราดคล้ายกับเสียงลมหายใจของสัตว์ป่าสั่นสะเทือนความรู้สึกของหล่อนอย่างรุนแรง...แม้แต่ เสียงลมหายใจของมันยังให้ความรู้สึกว่าช่างโหดเหี้ยมทารุณเสียเหลือเกิน  มันค่อยๆ ลึกขึ้นยืนแล้วก้าวข้าวมร่างไร้วิณณาณที่เละเทะจนไม่มีชิ้นดีของจอห์นนี่  เดินตรงมาหาหล่อน  กางแขนยื่นมือออกมาข้างหน้านิ้วมืององุ้ม  เหมือนสัตว์ร้ายที่กำลังเตรียมจะตะปบเหยื่อ   

กรี๊ดด์ด์ด์ด์......กรี๊ดดด์ด์ด์   บาร์บาร่ากรีดร้องเสียงแหลม สะท้านแทรกขึ้นมาในความวิเวกของราตรีความกลัวแล่นเข้าจับขั้วหัวใจ มือเม้าอ่อนไปหมด กิ่งไม้ที่หล่อนเตรียมถือไว้ป้องกันตัวพลัดหลุดตกจากมือ 

 

              หล่อนหันหลังวิ่งออกจากที่นั้นทันทีโดยไม่รอช้า  ไอ้ผีอุบาทว์เริ่มวิ่งตามหล่อนมาช้าๆ  ลักษณะการวิ่งและการเดินของมันโขยกเขยกเหมือนกับคนขาเป๋ไม่ผิดเพี้ยน มันวิ่งมาจนทันแล้วแซงขึ้นไปดักหน้าหล่อนเอาไว้  ทำให้บาร์บาร่าต้องหยุดกึกลงในทันที ก่อนที่จะไถลลื่นล้มลงตรงเทอร์เรซที่ลื่นและเปียวกชื้นนั้น  แต่แล้วรีบพยุงตัวขึ้นโดยเร็ว  แล้ววิ่งไปที่รถรีบเปิดประตูก้าวเข้าไปนั่งประจำที่คนขับอย่างรวดเร็ด  หล่อนดึงประตูปิดเสียงดังปัง 

                  เสียงฝีเท้าของมันกำลังวิ่งไล่เข้ามาทุกที  แสยงนั้นเหมือนกับจะกระชากหัวใจ  เส้นประสาทและความรู้สึกทั้งมวลของหล่อนให้หลุดลอยไปจากร่าง  เหหงื่อเปียกโชกท่วมตัว  กายสั่นสะท้าน  มันใกล้เข้ามา ...ใกล้เข้ามา...ใกล้เข้ามาทุกที                     หล่อนจับเกียร์เหยียบคันเร่งเตรียมสตาร์ทเครื่อง ให้บ้าตายเถอะ บาร์บาร่าไม่มีกุญแจ  กุญแจอยู่ในกระเป๋าเสื้อของจอห์นนี่  คุณพระช่วย !! กุญแจ..สิ่งที่หล่อนต้องการมากที่สุดในโลกนี้คือกุญแจ...แต่จะเอามาจากไหนกันล่ะ ???                 มันใกล้เข้ามาแล้ว...ใกล้เข้ามาทุกที...โอยหมดหวังแล้วหรือยังไงกัน                

หล่อนกระทืบคันเร่งจนจมมิด ทำราวกับว่ามันจะเกิดปาฏิหาริย์ทำให้รถวิ่งได้ยังงั้นแหละ  น้ำตาไหลทะลักออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ และในขณะเดียวกันนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่ากระจกหน้าต่างรถยังเปิดทิ้งไว้อยู่ หล่อนรีบไขมันขึ้นอย่างรวดเร็ว  แล้วกดล็อคประตูหมดทุกด้าน...เกือบจะสายเกินไปซะแล้ว             

ไอ้ผีนรกมาถึงรถพอดีกับที่หล่อนล็อคประตูเสร็จ มันใช้มือกระชากประตูจนรถสั่นสะเทือนไปทั้งคัน  จากนั้นก็ระดมกำปั้นรัวทุบตัวถังรถอย่างโกรธแค้นบ้าคลั่ง    กรี๊ดด์ด์...กรี๊ดด์ด์..กรี๊ดด์ด์...บาร์บาร่ากรีดร้องเหมือนคนเสียสติ...สติสัมปชัญญะของหล่อนเหมือนจะขาดลอยไปจริงๆ  แต่ก็ดูเหมือนว่าไอ้ผีนรกไม่ยินดียินร้าย  และไม่สนใจกับท่าทางและเสียงกรีดร้องของเหล่อนเลยสักนิด              

 เพล้ง !!!...เสียงก้อนหินกรแทกกับหน้าต่างรถ ผลของมันทำให้กระจกร้าวละเอียดทั้งบาน...ไอ้ผีร้ายยกก้อนหินก้อนใหญ่ริมถนนขึ้นมาทุ่มกระจกจนร้าวแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี ...เพล้ง !!..หินใหญ่อีกก้อนหนึ่งถูกเควี้ยงตามเข้ามาอีก และทันใดนั้นมือน่าเกลียดน่ากลัวของมันก็ล้วงตามเข้ามา ไขว้คว้าร่างของหล่อน พยายามจะดึงผม ดึงหน้าตา ดึงแขนของหล่อนให้ได้              

       หล่อนมองมันเต็มตาแล้วในตอนนี้...คุณพระช่วย !!! ใบหน้าที่เห็นเป็นใบหน้าของคนที่ตายแล้วชัดๆ ซีดขาวปราศจากสีเลือดบิดเบี้ยวเหยเกเหมือนกำลังโกรธแค้นบ้าคลั่ง หรือกำลังได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเหลือกำลัง              หล่อนกำหมัดพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของมัน ขณะเดียวกับที่อีกมือหนึ่งปลดเบรคมือลง รถเริ่มเคลื่อนช้าๆ ไหลลงมาตามไหล่เขา  ไอ้ผีร้ายยังวิ่งตามมาข้างๆ รถ มันทุบกระแทกประตูพยายามจะให้เปิดออกให้ได้             

    รถวิ่งเร็วขึ้น...ตามไหล่เขาลาดชันลงทุกทีๆ มือไอ้ผีอุบาทว์ตัวนั้นพลัดหลุดจากที่จับประตู แต่ก็ยังวิ่งเหยาะๆ ตามอีก  ความเร็วของรถเพิ่มขึ้นๆ  มันเริ่มเสียจังหวะการวิ่ง  แต่ก็พยายามคว้าบังโกลน  คว้ากันชน แต่พลาด และก็ส่งผลให้มันหกคะเมนล้มลงอย่างแรงฟาดพื้นถนน มันพยายามยักแย่ยักยันลุกขึ้นแล้ววิ่งตามมาอีกจนได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น              

      รถวิ่งไถลมาตามลาดเขาเร็วขึ้นๆ ทุกที หล่อนนั่งตัวแข็งทื่ออยู่ตรงที่นั่งคนขับ  ร่างทั้งร่างเกร็งสั่นสะท้านเย็นเฉียบเหมือบกับถูกลาดด้วยน้ำแข็ง  เสียงล้อบดไปตามถนนเหมือนกับจะขยี้หัวใจของหล่อนให้แหลกลาญลงไปในพริบตา  ไหนจะกลัวความมืดที่มืดจนเป็นสีดำสนิท  ไหนจะความเร็วของรถที่เพิ่มขึ้นขณะวิ่งไหลไปตามลาดเขาชัน  หล่อนกลัวว่ามันจะแล่นพุ่งเลลงไปข้างทางเหลือเกิน...ให้ตายเถอะ หล่อนไม่มีทางช่วยตัวเองเลยหรือไง...!!!             

      ไฟหน้ารถ แสงสีนวล สาดส่องจับระไปตามสุมทุมพุ่มไม้ข้างทาง หล่อนพยายามบังคับพวงมาลัยไว้ไม่ให้ตกลงไปข้างทาง  หรือพุ่งชนต้นไม้ริมทาง  ซึ่งมีอยู่ตลอดแนวทางข้างหน้าเป็นทางลาดเทลง...บางครั้งรถตกหล่ม แต่ก็กระดอนขึ้นแล้วเซถลาเอียงวูบ  แต่หล่อนก็ตะปบพวงมาลัยขืนไว้อย่างรวดเร็ว ซึ่งก็ได้ผลรถยังคงแล่นไปตามปรกติ             

      ทางข้างหน้าเป็นทางแคบ  กว้างขนาดรถวิ่งสวนกันได้คันเดียวเท่านั้น  เหลือประมาณสองร้อยฟุตเท่านั้นก็จะสิ้นสุดทางลาดแล้ว  ต่อจากนั้นก็จะเริ่มทางชันต่อไป             

      แน่นอน...หากมันเป็นทางชัน  จากความเร็วของรถที่วิ่งอยู่ขณะนี้ ก็จะทำให้มันสามารถวิ่งไต่ขึ้นไปบนทางชันนั้นได้สักครึ่งทาง...แต่หลังจากนั้นรถก็คงจะต้องไหลกลับลงมาอีก...หล่อนหันกลับไปมองข้างหลัง   แต่มันมืด...มืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไรเลย...คุณพระช่วย!... มันหายไปไหนแล้ว            

     รถวิ่งมาถึงทางชัน บาร์บาร่าแทบจะกลั้นใจตายให้ได้ หล่อนกลัวสุดขีด เพราะรู้ดีว่าความตายกำลังวิ่งเข้ามาหาหล่อนทางเบื้องหลังแล้ว หล่อนรู้ดีว่าอีกไม่ถึงอึดใจรถก็จะต้องวิ่งถอยหลัง  ย้อนกลับลงมาจากเชิงเขาถอยกลับไปหาไอ้ผีอุบาทว์ซึ่งวิ่งใกล้เจ้ามาทุกทีๆ                

      บาร์บาร่าตัดสินใจในวินาทีสุดท้ายนั้นเอง กระชากเบรคมือขึ้นทำให้รถกระตุกหยุดลงทันที แรงกระชากทำให้หล่อนเสีย